ผลกระทบเอสเอ็มอีจากภัยน้ำท่วม ต.ค.-พ.ย. 2553…การปรับตัวของผู้ประกอบการ

สถานการณ์ อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศในช่วงระหว่างเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมานั้น สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ และอื่นๆ ทั้งนี้ ปัญหาอุทกภัยดังกล่าว เปรียบเสมือนปัจจัยลบที่เพิ่มเข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงต้น ไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 ซึ่งน่าที่จะเป็นไตรมาสที่มีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงจากไตรมาสที่ 3/2553 อย่างมีนัยสำคัญ
จากการสำรวจของสำนักงานวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม(สสว.) พบว่าสถานการอุทกภัยในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2553 ส่งผลต่อภาคธุรกิจเอกชนทั้งที่เป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำนวน 184,000 ราย มีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 500,000 ราย พบว่าปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเริ่มประสบปัญหา ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนในการจ่ายค่าแรงพนักงาน การบริหารในองค์กร ซื้อวัตถุดิบ และซ่อมแซมในส่วนที่ได้รับความเสียหาย จนกระทั่งเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีบางรายต้องนำทรัพย์สิน เช่น รถจักรยานยนต์ ทองรูปพรรณ อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพอื่นๆ ไปจำนำกับโรงจำนำเพื่อประคองธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะขนของไปจำหน่ายได้ หรือไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามคำสั่งซื้อของลูกค้าจึงขาดรายได้หมุนเวียน อย่างมาก และที่สำคัญธุรกิจเอสเอ็มอีไม่มีเงินสำรองที่มากเพียงพอในการรองรับ สถานการณ์ฉุกเฉินเหมือนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ผลกระทบภาวะอุทกภัยต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 

  • ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์อุทกภัยในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 4/2553 นับเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับปัจจัยฉุดรั้ง การเติบโตทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท การขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงของเศรษฐกิจโลก และการปรับสูงขึ้นของต้นทุนการผลิต และเมื่อประกอบเข้ากับปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบที่สูงในช่วงเดียวกันปี ก่อนหน้า ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2553 อาจขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงกว่าร้อยละ 2.0 (YoY) ซึ่งชะลอลงจากอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.7 ในไตรมาสที่ 3/2553 และอัตราการเติบโตที่เป็นตัวเลขสองหลักในช่วงครึ่งปีแรก
    โดยผลกระทบจากภาวะอุทกภัยต่อเศรษฐกิจไทย (ซึ่งประเมินขึ้นจากความสูญเสียในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ประกอบด้วย เกษตรกรรม ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า การขนส่ง และอื่นๆ) อาจอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 0.8-1.4 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ซึ่งมูลค่าความสูญเสียนี้ เป็นผลกระทบสุทธิที่ลดทอนความสูญเสียลงบางส่วนด้วยเม็ดเงินที่คาดว่าจะหมุน กลับเข้าสู่เศรษฐกิจหลังปัญหาน้ำท่วมผ่านพ้นไป ขณะที่ ผลกระทบต่อจีดีพีทั้งปี 2553 น่าที่จะอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 0.16-0.31 ซึ่งทำให้ประมาณการอัตราการเติบโตของจีดีพีปี 2553 อาจอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 7.0
  • ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้นหนักในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนั้น มีผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าเกษตรบางรายการ โดยเฉพาะราคาข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ไข่ และปลา/สัตว์น้ำ แต่กระนั้นก็ดี ระดับราคาสินค้าในหมวดอาหารโดยรวมยังไม่ถือว่าได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม อย่างเต็มที่มากนัก เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูการผลิตของสินค้าเกษตรจึงทำให้ไม่เกิด ภาวะอุปทานขาดแคลนที่รุนแรง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยน่าที่จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 2.9-3.1 ในช่วงไตรมาส 4/2553 ขณะที่ ภาพรวมของเงินเฟ้อสำหรับปี 2553 นั้น คาดว่า จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.3 ซึ่งสูงขึ้นกว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2552 ซึ่งมีค่าติดลบอยู่ที่ร้อยละ 0.9

การปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากผลกระทบน้ำท่วม

  • ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม ผลก ระทบจากภัยธรรมชาติ ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับความเสียหาย โดยสินค้าชำรุด สูญหาย และที่สำคัญผู้ประกอบการขาดรายได้ นำไปสู่การขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบมีหลากหลายประเภทกิจการ ได้แก่ โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง โรงสีข้าว โรงงานแปรรูปอาหารทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือขนส่งผลผลิตไปยังโรงงานแปรรูปได้ ทำให้บรรดาโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว หลังจากภาวะน้ำท่วมคงต้องมีการปรับแผนการดำเนินการ เนื่องจากต้องมีการสำรวจปริมาณสินค้าเกษตรที่ได้รับความเสียหาย เพื่อพิจารณาว่าปริมาณสินค้าเกษตรในท้องที่มีปริมาณเพียงพอหรือไม่ หรือต้องหาปริมาณสินค้าในพื้นที่ใกล้เคียงมาป้อนโรงงงาน
    สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ คือ โรงงานผลิตผ้าพื้นเมือง โดยเฉพาะในจังหวัดต่างๆในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้าไหม โรงงานย้อมผ้าและพิมพ์ลายผ้า รวมถึงโรงทอผ้าไหมระดับชุมชน โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากคนงานไม่สามารถมาทำงานได้ จนกระทั่งต้องหยุดประกอบกิจการชั่วคราว ทำให้สูญเสียยอดขาย เนื่องจากยังไม่ได้ส่งสินค้า โรงงานทอกระสอบพลาสติก ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่ร้านค้าชุมชนในหมู่บ้าน ร้านโชห่วย ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจนำเที่ยว เป็นต้น
  • การปรับตัวหลังภาวะน้ำท่วม การ ปรับตัวของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภายหลังจากภาวะน้ำท่วมผ่านพ้นไป คือ การเร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อจัดทำรายงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น รวมทั้งการติดตามการให้ความช่วยเหลือต่างๆที่รัฐบาลทยอยประกาศออกมา ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับ เช่น มาตรการผ่อนผันการจดทะเบียนจัดตั้ง และแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการต่างๆ ที่ต้องยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยให้สามารถยื่นล่าช้าออกไปตามความ จำเป็นและสมควร ผ่อนผันการยื่นงบดุลประจำปีของธุรกิจที่มีรอบปีบัญชีอยู่ในระหว่างเวลาที่ เกิดอุทกภัย ผ่อนผันการแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สูญหายหรือเสียหาย ซึ่งตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 15 วัน ให้สามารถยื่นล่าช้าได้ มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กิจการหรืออาคารสถานที่ เครื่องจักร และตัวโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นจะพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรที่ผู้ประกอบการนำเข้าเพื่อปรับปรุงในกรณีที่ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยมีเป้าหมายจะช่วยเหลือผู้ประกอบการในเขตน้ำ ท่วมทุกพื้นที่ เป็นต้น
    นอกจากนี้ บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องร่วมมือกันจัดทำข้อเรียกร้องเสนอขอความช่วย เหลือจากหน่วยงานของรัฐ เช่น ผู้ประกอบการต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยชดเชยค่าเสียหายจากน้ำท่วม ครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีเงินหมุนเวียน ขอเงินช่วยเหลือสนับสนุนในส่วนของวัสดุในการก่อสร้างซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่ มีราคาถูก คุณภาพดี ลดหย่อนภาษีค่าธรรมเนียม รายปี ขอความช่วยเหลือแก่พนักงานที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น ค่าชดเชยในการหยุดงาน หรือเลิกจ้าง ค่าซ่อมแซมรถยนต์ บ้านพักที่ถูกน้ำท่วม ชดเชยความเสียหายแก่ภาคอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับภาคเกษตรกรรมที่ได้รับค่าชดเชย มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งอาจจะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะเวลา 2 ปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งต้องการเสนอให้นำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโรงงานมา ลงบัญชีรายจ่ายได้ 2 เท่า เพื่อใช้ในการประเมินภาษี และต้องการให้ภาครัฐยกเว้นค่าน้ำและค่าไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระ ทบ 1-3 เดือน และยกเว้นการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้มากกว่า 3 เดือน ส่วนผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องชำระหนี้ จะขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเจ้าหนี้ให้พิจารณาผ่อนผันขยายเวลาการ ชำระหนี้แก่ผู้ประสบอุทกภัยออกไประยะหนึ่ง รวมทั้งจะขอให้รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือคิดค่าน้ำและค่าไฟในอัตราพิเศษ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจและผู้ประกอบการ เป็นต้น
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็ มอีในระยะยาว สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มีการวางแผนช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเตรียมของบประมาณ 500 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนรองรับกรณีฉุกเฉินต่างๆทั้งน้ำท่วม และเหตุการณ์ทางการเมือง เพื่อปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอีได้ทันที หรือนำเงินมาสนับสนุนให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเร่งจัดทำเรตติ้งของกลุ่มเอสเอ็มอีเพื่อการันตีความสามารถในการ บริหารธุรกิจแต่ละรายให้สถาบันการเงินรับทราบก่อนพิจารณาปล่อยสินเชื่อ
โดยศูยน์วิจัยกสิกร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: