สรุปเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2553 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2554

เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้าย … เผชิญปัญหาเศรษฐกิจโลก บาทแข็ง และอุทกภัย

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นจาก วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างแข็งแกร่งเกินคาด โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 15 ปี อีกทั้งยังสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย เป็นรองเพียงสิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศก็ตาม
 

ทิศทาง ดังกล่าว ที่สำคัญเป็นผลมาจากการส่งออกที่เติบโตสูงอย่างมาก ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) อย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกรอบความตกลงอาเซียน (AFTA) ที่มีการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 รวมทั้งผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการไทย
แต่เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดย การส่งออก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจมาโดยตลอดนั้น กลับเริ่มปรากฏสัญญาณที่แผ่วลง อันเป็นผลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำของโลก รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแข็งค่าขึ้นถึงร้อยละ 9 นับจากเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2553 ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งจะยิ่งฉุดเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้วให้ทรุดตัวลงแรงยิ่งขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 อาจ ขยายตัวชะลอลงมาเหลือไม่เกินร้อยละ 2 (YoY) จากระดับคาดการณ์ที่ประมาณร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้จีดีพีของทั้งปี 2553 อาจขยายตัวประมาณร้อยละ 6.8-7.0

แนวโน้มปี 2554 … ชะลอตัวจากฐานที่สูง และส่งออกแผ่วลง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2554 โดยอัตราการขยายตัวอาจชะลอลงมาที่ร้อยละ 3.5-4.5 สาเหตุ สำคัญเป็นผลมาจากการเปรียบเทียบกับฐานที่สูงในปีที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกอาจ เติบโตต่ำลงเหลือเป็นตัวเลขหลักเดียว โดยมีกรอบคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.0-10.0 จากที่คาดว่าจะเติบโตสูงประมาณร้อยละ 27 ในปี 2553 อย่างไรก็ตาม การลงทุน ยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออก อ่อนกำลังลง โดยคาดว่าการลงทุนอาจขยายตัวร้อยละ 7.5-9.0 ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงแม้ว่าชะลอลงจากปี 2553 ที่คาดว่าจะขยายตัวมากกว่าร้อยละ 10 ส่วนการบริโภค โดยทั่วไปน่าจะขยายตัวค่อนข้างต่อเนื่องอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-3.5 จากที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.7 ในปี 2553 ซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ของผู้บริโภค จากการจ้างงานในประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นค่าจ้าง รวมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดสำคัญๆ จากการขยายการลงทุนของธุรกิจไปสู่ภูมิภาคและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับ ประเทศเพื่อนบ้าน


สำหรับทิศทางราคาสินค้าคงมี แนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยผลจากเหตุการณ์อุทกภัยที่หนุนราคาสินค้าเกษตรให้พุ่งสูงขึ้น การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน และการปรับขึ้นค่าจ้างในภาคเอกชนและเงินเดือนข้าราชการในปี 2554 จะมีส่วนผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นในเดือนต่อๆ ไป ดังนั้น จึงมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะกลับสู่วัฏจักรขา ขึ้นอีกครั้งในปี 2554 ทั้งนี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับขึ้นไปสู่ระดับร้อยละ 2.50 จากระดับคาดการณ์ ณ สิ้นปี 2553 ที่ร้อยละ 1.75 ด้าน แนวโน้มค่าเงินบาทอาจยังมีโอกาสที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางกระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะยังคงดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับการทยอยดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับ ที่ค่อนข้างดี แม้จะชะลอตัวลงบ้างก็ตาม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะจูงใจให้มีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดการเงินในภูมิภาค ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงมีแนวโน้มเกินดุลในระดับที่สูง ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นแรงสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจับตานโยบายควบคุมเงินทุน (Capital Control) ของชาติเอเชีย รวมทั้งไทย ตลอดจนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วและปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งย่อมส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และมีผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนของไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 28 บาท/ดอลลาร์ฯ จากระดับคาดการณ์ ณ สิ้นปี 2553 ที่ 29 บาท/ดอลลาร์ฯ

ผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี

ในปี 2554 ธุรกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยหลายธุรกิจคงเติบโตช้าลงจากที่ฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมส่งออกบางกลุ่มยังคงมีแนวโน้มดี โดยบางอุตสาหกรรมมีแรงส่งจากการเข้ามาลงทุนขยายฐานการผลิตในประเทศไทยของ บริษัทข้ามชาติ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้แก่เครือข่ายบริษัทต่างชาติใน กลุ่มนี้มีโอกาสที่ยอดขายจะเติบโตสูงขึ้น รองรับปริมาณกำลังการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายในประเทศที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผลิตและส่งออกสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร หลายชนิดมีโอกาสได้ประโยชน์จากความต้องการที่มีต่อสินค้าจากไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงในช่วงปี 2554 เนื่องจากผลผลิตในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญลดลงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันสูงด้านราคา และอ่อนไหวต่อการแข็งค่าของเงินบาท อาจต้องมีการปรับตัวค่อนข้างมาก เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ เป็นต้น
สำหรับในด้านอุตสาหกรรมที่พึ่งพา ตลาดภายในประเทศหลายธุรกิจอาจยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามวัฏจักรการลงทุน ทั้งโครงการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตในธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (โดยเฉพาะผู้รับเหมาโครงการในต่างจังหวัดที่จะได้รับอานิสงส์จากการบูรณะ ฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม) ผู้ติดตั้งอุปกรณ์โรงงาน ผู้ค้าวัสดุก่อสร้างน่าจะได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานทดแทนน่าจะได้รับผลดีจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสปรับสูงขึ้นในปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตพลังงานทดแทนที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น หากราคาพืชพลังงานที่ใช้เพื่อการบริโภคด้วยนั้นปรับตัวสูงขึ้นไปมาก
ส่วนธุรกิจบริการ คาดว่าเอสเอ็มอีในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น หากสถานการณ์การเมืองสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ตลาดการค้าและภาคบริการสำหรับผู้บริโภคโดยเฉลี่ยแล้วมีแนวโน้มชะลอลงเล็ก น้อย ยกเว้นตลาดสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ที่อยู่อาศัย และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจชะลอตัวค่อนข้างมาก เนื่องจากอุปสงค์ถูกดูดซับไปมากในปีที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจัยกระตุ้นอุปสงค์มีน้อยลง (เช่น อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น)
โดยภาพรวม ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2554 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนสูง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะราคาสินค้า โภคภัณฑ์ อัตราดอกเบี้ย และค่าจ้างแรงงาน ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ ทั้งในด้านการปรับโครงสร้างและกระบวนการทางธุรกิจเพื่อลดต้นทุน ซึ่งอาจใช้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในการนำเข้าเครื่องจักรหรือ อุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมทั้งการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบในต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับไทย ซึ่งภาษีศุลกากรนำเข้ามีการยกเลิกหรือปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังควรศึกษาทำความเข้าใจกับการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการเงินมากขึ้น เช่น การใช้ Forward หรือ Option ในป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งเลือกใช้สกุลเงินในการทำธุรกรรมทางการค้าอย่างเหมาะสมในแต่ละจังหวะ เวลาเพื่อลดโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ท่ามกลางแนวโน้มที่ตลาดในประเทศพัฒนาแล้วมีการชะลอตัว การแสวงหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จะช่วยลดผลกระทบจากความต้องการในตลาดหลักที่ชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับไทย

แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: