ผลกระทบส่งออกเอสเอ็มอีไทยครึ่งปีหลัง 2553 จากวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมต่อปี1 มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ พิจารณาจากสัดส่วนของภาคการส่งออกของ SMEs ไทยต่อ GDP ของ SMEs ที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45.9  ในปี 2549 เ ป็นร้อยละ 49.1 ในปี 2552 (GDP ของ SMEs ในปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 3.45 พันล้านบาท) โดยมีตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญด้วยสัดส่วนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 13.8 ในปี 2549-2551 แต่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปในปี 2552 ภาวะ2 การส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปตลาดยุโรปก็ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยการส่งออกไปตลาด EU27  ลดลงร้อยละ 19.1 และตลาด CIS3 ลดลงร้อยละ 42.6 ตามความต้องการและกำลังซื้อของตลาดยุโรปที่ถดถอยลง ยกเว้นสวิตเซอร์แลนด์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.1

การส่งออกของธุรกิจ SMEs ไทยไปตลาดยุโรปปี 2553…ยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงกำลังซื้อถดถอย

การส่งออกของธุรกิจ SMEs ไทยไปตลาดยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มขยายตัวดีตามการส่งออกโดยรวมของ ประเทศที่ขยายตัวราวร้อยละ 24.0 (YoY) จากที่หดตัวถึงร้อยละ 30.5 (YoY) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปี 2552 สำหรับตลาดส่งออกในยุโรปที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรป คือ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งล้วนมีการขยายตัวดีในระดับ 2 หลัก โดยสินค้าที่ธุรกิจ SMEs ไทยส่งออกไปตลาดยุโรปมากเป็นอันดับต้นๆ คือ อัญมณีและเครื่องประดับ กลุ่มเครื่องแต่งกายถักและไม่ได้ถักแบบนิตฯ ยางและของทำด้วยยาง กลุ่มอาหารแปรรูปและของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ปลา และสัตว์น้ำ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยานยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2553 ของการส่งออกสินค้ากลุ่ม SMEs ไทยไปตลาดยุโรปน่าจะยังขยายตัวได้ แต่อาจเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี และคาดว่าการส่งออกโดยรวมไปยุโรปน่าจะขยายตัวราวร้อยละ 10-15 (จากที่หดตัวราวร้อยละ 22 ในปี 2552) เนื่องจากแรงหนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุโรปเริ่มอ่อนแรงลงและยังมี ปัจจัยที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของภาคส่งออก ที่ผู้ส่งออกควรพึงระวังอีกบางประการ ทั้งวิกฤตหนี้สาธารณะที่ยังคงยืดเยื้ออยู่
แรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่าและยังรวมถึงภาวะแข่งขันที่มีแนวโน้มทวีรุนแรงขึ้น

สำหรับอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทาง เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 อาทิ สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันอื่นๆ  ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดที่ลดลงและถูกกดดันมากขึ้นจากรายได้ที่ลดลง มาเป็นเวลานาน ประกอบกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยหันมานิยมสินค้าที่มี ประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย การใช้งานที่คุ้มค่ามากขึ้นและราคาที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารคาดว่าน่าจะยังสามารถส่งออกได้ แต่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ขนาดบรรจุ/ราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของ ผู้บริโภคในตลาดมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงพึงระวังที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2553

ปัญหาหนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรปที่อยู่ในระดับสูง โดย กรีซเป็นประเทศแรกที่ประสบปัญหาดังกล่าว แม้จะได้รับความช่วยเหลือจาก IMF และ EU เป็นจำนวนเงินประมาณ 110 พันล้านยูโรภายในปี 2553 (เงินช่วยเหลืองวดแรก 20 พันล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม และจากการประเมินผลล่าสุดคาดว่ากรีซจะได้รับเงินช่วยเหลืองวดที่ 2 ราว 9 พันล้านยูโรในเดือนกันยายน) แต่กรีซยังคงต้องเผชิญกับนโยบายการคลังเข้มงวดเพิ่มขึ้นที่อาจจะส่งผลกดดัน ให้การขยายตัวของเศรษฐกิจกรีซในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2553 เปราะบางพอสมควร นอกจากนี้ สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และอิตาลี  ก็ตกอยู่ในภาวะที่ไม่แตกต่างจากกรีซมากนัก ทั้งในส่วนของปัญหาหนี้สาธารณะและระบบสถาบันการเงินที่ค่อนข้างเปราะบาง   ดังนั้น หากกลุ่มประเทศดังกล่าวมีการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศชะลอตัวลง ก็อาจส่งต่อความต้องการสินค้านำเข้าจากต่างประเทศอันหมายรวมถึงสินค้าส่งออก ของไทยตามมาด้วย แม้ว่าธุรกิจ SMEs ไทยจะมีการส่งออกไปประเทศที่ประสบหนี้สาธารณะสูงดังกล่าวเป็นมูลค่าค่อนข้าง ต่ำก็ตาม

สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ชัดเจน แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 เศรษฐกิจของ EU27 และ Euro Zone มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากร้อยละ 0.2 ในไตรมาสแรกของปี 2553 เป็นร้อยละ 1.0 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 เช่นเดียวกันทั้งสองกลุ่ม ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งสองกลุ่มขยายตัวร้อยละ 1.0 ในปี 2553 อย่างไรก็ตาม ด้วยสัญญาณการฟื้นตัวของหลายประเทศในเศรษฐกิจยุโรปที่เริ่มแผ่วลง โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างเยอรมนี ที่ดัชนีทางเศรษฐกิจภาคการผลิตและการส่งออกเริ่มอ่อนแรงลงในเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม 2553 ตามกิจกรรมภาคการผลิตในสหรัฐฯและจีนที่ชะลอตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าว (สหรัฐฯและจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญด้วยสัดส่วนร้อยละ 18.7 และร้อยละ 7.5 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของ EU27)  ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดยุโรปที่ยังอยู่ในระดับต่ำและอัตรา การว่างงานยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 อาจฟื้นตัวได้ไม่แข็งแกร่งนัก

แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 เงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯและ เงินยูโร ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับเงินยูโร เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมีแนวโน้มจะฟื้นตัวในอัตราที่แผ่วลงตามแรงขับ เคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลง ทั้งมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ความต้องการภายในประเทศและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง รวมถึงปัจจัยภายนอกจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงและมีผลกดดันให้ภาค การส่งออกของสหรัฐฯและยุโรปอ่อนแรงลง ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับ คู่แข่งในตลาดยุโรปได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลก เปลี่ยนอย่างมีประสิทธิภาพ

สภาวะการแข่งขันรุนแรงขึ้น จากการที่รัฐบาลหลายประเทศต่างต้องพยายามปกป้องธุรกิจ และตลาดภายในประเทศให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ทำให้ผู้ประกอบการอาจจะต้องเผชิญกับกฎระเบียบ/มาตรการกีดกันทางการค้าที่ รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านคุณภาพ สุขอนามัย และการปกป้อง/รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลาดยุโรปเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ให้ความสำคัญและมีบทบาทในประเด็นดังกล่าว โดดเด่นกว่าตลาดส่งออกอื่นๆ แต่หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ผ่านมาตรฐาน ของ EU ได้ ก็น่าจะช่วยสร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้น

แนวทางการปรับตัวของธุรกิจ SMEs ไทย

ปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดยุโรป โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังค่อนข้างอ่อนแอและกำลังซื้อลดลง ความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านราคา ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรปรับปรุงรูปแบบสินค้า/ขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับราคาที่ตลาดรับได้

การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการผลิต เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรบริหารต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ โดยในยามที่ค่าเงินมีความผันผวนและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นปัจจุบัน แม้จะเอื้อต่อการนำเข้าวัตถุดิบแต่อาจส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการ แข่งขันในการส่งออกได้ ผู้ประกอบการจึงควรประกันความเสี่ยงค่าเงินเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การสร้างภาพลักษณ์สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีสุขอนามัยที่ดี รวมถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐานของตลาดยุโรป โดยตลาดยุโรปให้ความสำคัญค่อนข้างมากต่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพของผู้บริโภค การผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรปจึงควรศึกษากฎ/ระเบียบในการนำเข้าสินค้าทั้ง ของ EU และของแต่ละประเทศให้ชัดเจน

การปรับกลยุทธ์การตลาดให้ เหมาะสมกับตลาดและสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาด อีกทั้งขยายกลุ่มผู้บริโภคให้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการชะลอการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในตลาด ยุโรปได้ระดับหนึ่

สรุป การส่งออกของธุรกิจ SMEs ไทยไปยังตลาดยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 น่าจะยังขยายตัวได้ แต่อาจจะแผ่วลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2553  เนื่องจากยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่ชัดเจน   ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวล แต่ยังคงต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจ SMEs ไทยได้ นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า แนวโน้มภาวะการแข่งขันจากมาตรการกีดกันทางการค้าในลักษณะมาตรการกีดกัน ทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) อาจจะทวีความเข้มข้นเพิ่ม มากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัวที่จะยิ่งกดดันให้ประเทศต่างๆหันมาปกป้อง ผู้ประกอบการและตลาดภายในประเทศของตนเองเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของธุรกิจ SMEs ไทยไปตลาดยุโรปที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วง ครึ่งหลังของปี 2553 ได้แก่ สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดยุโรปที่ ลดลง และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รวมถึงสินค้าอาหาร ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทยจึงควรเร่งปรับตัว เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทั้งการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ/กำลังซื้อของผู้ บริโภคในตลาดยุโรป การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับตลาดและสถานการณ์เศรษฐกิจ

1 ที่มาของข้อมูลธุรกิจ SMEs ในบทความ อ้างอิงจากสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิขย์

2 สหภาพ ยุโรป (EU27) ประกอบด้วย 27 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม บัลแกเรีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี เดนมาร์ก เอสโตเนีย สเปน ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก ลัตเวีย มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สวีเดน สโลวีเนีย และสโลวาเกีย

3 กลุ่ม ประเทศเครือรัฐเอกราชหรือ CIS ปัจจุบันประกอบด้วย 11 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน จอร์เจีย เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน มอลโดวา รัสเซีย ทาจิกิสถาน ยูเครน และอุซเบกิสถาน (ก่อนหน้านี้ประเทศเติร์กเมนิสถานเป็นสมาชิกกลุ่ม CIS แต่ได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่ปี 2548)

แหล่ง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: