แนวทางการลงทุนในแฟรนไชส์การศึกษา และประเด็นสำคัญ สำหรับเอสเอ็มอีในปี ’53 (Start-up Business)

ธุรกิจการศึกษาถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ยังคงมีความต้องการใช้บริการ อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวดังเช่นในช่วงปี ที่ผ่านมา เนื่องจากเป้าหมายที่สำคัญของการใช้บริการ ก็เพื่อเสริมสร้างความรู้และความสามารถของผู้เรียน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านการเรียน และการทำงาน รวมถึงการควบคุมสภาวะทางอารมณ์ของผู้เรียนให้มีสมาธิ พัฒนาระบบความคิดให้เป็นลำดับขั้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ประกอบกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่การดำเนินชีวิตมีการแข่งขันสูงในแทบทุกด้าน ทุกคนจึงต่างต้องพยายามพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่าธุรกิจการศึกษายังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจลงทุน แต่ต้อง ศึกษารายละเอียดและภาวะภาพรวมตลาดของแต่ละประเภทธุรกิจการศึกษา เนื่องจากธุรกิจการศึกษาที่เปิดให้บริการในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลาย และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกัน อีกทั้ง ช่องทางการเลือกลงทุนโดยการซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ก็เป็นอีกทางเลือกที่มีความ เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เนื่องจากมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าเริ่มดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง เพราะบริษัทเจ้าของสิทธิ์หรือบริษัทแม่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบริษัทที่มีชื่อ เสียงอยู่แล้ว และเป็นที่รู้จักในตลาด ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงสามารถลดต้นทุนทางการตลาดลงได้ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์ ขั้นตอนการทำธุรกิจ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงาน และบุคลากรในหลักสูตรให้อย่างสม่ำเสมอ

ประเภทของแฟรนไชส์การศึกษา

ธุรกิจการศึกษาในไทยที่มีการเปิดให้บริการนั้นมีความหลากหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองแก่กลุ่มผู้เรียนที่มีวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่ แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทหลักๆได้ ดังนี้

สถาบันสอนวิชาสามัญ และกวดวิชา อาทิ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา  เป็นต้น ที่มีตั้งแต่การสอนตามหลักสูตรในเบื้องต้น ตลอดจนเทคนิคการทำข้อสอบ รวมถึงแนะแนวข้อสอบ เพื่อใช้ในการสอบวัดผลปลายภาค และการสอบแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สถาบันการศึกษาในลักษณะนี้ มีแนวโน้มที่ความนิยมในการเลือกเรียน จะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของอาจารย์ผู้สอน และคุณภาพของหลักสูตรเป็นหลัก โดยจะเกิดจากการบอกต่อกันจากผู้ที่เคยเรียนมาแล้ว ในลักษณะรุ่นพี่บอกต่อรุ่นน้อง ซึ่งมีการการันตีผลการเรียนจากจำนวนนักเรียนที่ผ่านการสอบคัดเลือกในแต่ละปี ทั้งการสอบตามหลักสูตรของโรงเรียน การสอบเอ็นทรานซ์ และการสอบคัดเลือกต่างๆ เป็นต้น

สถาบันเสริมทักษะ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  • หลักสูตรเสริมทักษะด้านภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเกาหลี และภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังแบ่งออกได้ตามกลุ่มผู้เรียน ทั้งในระดับผู้ใหญ่ และสำหรับเด็ก ซึ่งผู้ที่สนใจเรียนด้านภาษาจะมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทักษะทางภาษาของตน เพื่อประโยชน์ในด้านการทำงาน และการเรียนในอนาคต โดยที่ผ่านมาภาพรวมตลาดของธุรกิจกลุ่มนี้มีการขยายตัวสูง และมีการเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว แต่จะคงมีการเติบโตอยู่ในส่วนของธุรกิจที่มีชื่อเสียงเท่านั้น
  • อย่างไรก็ตาม สถาบันที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเด็กเล็ก ก็ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ผู้ปกครองยังคงให้ความสำคัญต่อคุณภาพการศึกษาของบุตรหลาน ประกอบกับการที่สถาบันการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ต้องให้ความสำคัญต่อการคัดสรรบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญ  จึงยังเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ตลาดในกลุ่มนี้มีการแข่งขันที่ไม่รุนแรงเท่ากับ สถาบันที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นโอกาสแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะพิจารณาเลือกลงทุนในสถาบัน เสริมทักษะ โดยจับกลุ่มลูกค้าในวัยเด็กและเด็กเล็กก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ
  • หลักสูตรการเสริมทักษะทางเลือกอื่น เช่น การสอนศิลปะ ดนตรี คอมพิวเตอร์ เต้นรำ ทำอาหาร รวมถึงหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพทางความคิดและความจำ ซึ่งสถาบันเสริมทักษะทางเลือกนี้ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวสูง และส่วนใหญ่จะเน้นกลุ่มลูกค้าวัยเด็ก เนื่องจากผู้ปกครองจะให้ความสำคัญและส่งบุตรหลานเข้าเรียนเสริม เพื่อให้เด็กมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีกระบวนการทางความคิดเป็นลำดับขั้นตอน มีสมาธิ  มีเหตุมีผล รวมทั้งเป็นการเสริมความสามารถพิเศษให้แก่เด็ก เพื่อใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
  • อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภายใต้สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สถาบันเสริมทักษะน่าจะเป็นหลักสูตรที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2553 ทั้งในส่วนของทักษะด้านภาษา และทักษะทางเลือกอื่น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถาบันสอนวิชาสามัญและกวดวิชาพื้นฐาน ที่ต้องอาศัยความมีชื่อเสียงของสถาบันและอาจารย์ผู้สอนเป็นสำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนของผู้เรียนเป็นหลัก จึงอาจเป็นการยากหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเลือกลงทุน เพราะตลาดในกลุ่มนี้มีการแข่งขันสูง โดยมีสถาบันที่มีชื่อเสียงครองสัดส่วนในตลาดอยู่แล้ว

    ดังนั้น จึงขอแนะนำแนวทางการเริ่มดำเนินธุรกิจการศึกษาในส่วนของสถาบันเสริมทักษะ เพื่อเป็นข้อมูลในเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจจะเลือกลงทุนในธุรกิจนี้
    ปัจจัยหนุน…ที่ทำให้สถาบันเสริมทักษะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    จากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจสถาบันเสริมทักษะ ที่คาดว่าจะยังคงขยายตัวอยู่ต่อเนื่องตลอดปี 2553 โดยมีปัจจัยที่ช่วยผลักดัน ดังนี้

    การศึกษายังคงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญ ผู้ ปกครองส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้บุตรหลานมีการเรียนรู้เพิ่มเติม เสริมจากหลักสูตรวิชาสามัญทั่วไป ทั้งการเรียนทางด้านภาษาต่างชาติ การเสริมสร้างทักษะทางเลือกในด้านต่างๆ โดยผลที่ได้จากการเรียนรู้นั้นจะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ทางสังคม มีการพัฒนาทางความคิดอย่างมีระบบ มีสมาธิมากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างจินตนาการ และช่วยผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วย

    ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งด้านการเรียนและการทำงาน โดย เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในการสอบเข้าสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างๆ ทั้งระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย รวมถึงเพื่อการไปศึกษาต่อต่างประเทศ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัยทำงานก็ยังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันเช่นกัน เนื่องด้วยบริษัทผู้จ้างงานต่างก็ต้องการบุคลากรที่มากด้วยความสามารถ ทั้งทางด้านวิชาการและด้านทักษะประกอบกัน โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา จึงส่งผลให้ทุกคนต่างใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อสร้างจุดเด่นของตนให้สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ในการทำงาน เช่น การหาข้อมูลต่างๆ และการติดต่อประสานงานกับชาวต่างชาติ เป็นต้น
    ภาวะความเครียดในสังคมปัจจุบัน เนื่องจาก ปัจจุบันการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนมีความกดดันมากขึ้น ทั้งทางด้านการเรียนและชีวิตการทำงาน ดังนั้น หลายคนจึงพยายามหาทางออกโดยหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดทำในเวลาว่าง ซึ่งบางคนอาจเลือกใช้บริการจากสถาบันต่างๆที่เปิดให้บริการ อาทิ การเรียนศิลปะ ดนตรี  เต้นรำ และทำอาหาร เป็นต้น
    ประเด็นสำคัญ…ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรคำนึงถึง ในการเริ่มดำเนินธุรกิจ

    การที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเลือกพิจารณาลงทุนในธุรกิจสถาบันเสริมทักษะ ควรตระหนักถึงหลายประเด็นสำคัญประกอบกัน ดังนี้

    ความพร้อมด้านเงินทุน เนื่องจากการลงทุนในการจัดตั้งสถาบันการศึกษานั้นมีต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งส่วนที่สำคัญ คือ ตัวอาคารสถานที่ต้องมีขนาดใหญ่ เพียงพอที่จะรองรับผู้เรียน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สะอาด ปลอดภัย เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์การเรียนการสอนตามหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ผู้ประกอบการควรคิดให้ครอบคลุม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างอาจารย์ผู้สอน รวมทั้งค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนแก่เจ้าของแฟรนไชส์ เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปการลงทุนในธุรกิจนี้ต้องอาศัยเงินลงทุนสูงประมาณหลายแสนบาทถึง หลายล้านบาทเลยทีเดีย

    ความมีชื่อเสียงของแบรนด์แฟรนไชส์นั้นๆ การที่จะเลือกซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์สถาบันเสริมทักษะนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาลักษณะการดำเนินงานและผลการดำเนินงานของธุรกิจในช่วง ที่ผ่านมา คุณภาพของหลักสูตรที่เปิดสอนว่ามีมาตรฐานผ่านการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือหากเป็นสถาบันเสริมทักษะทางเลือกอื่น ก็ควรผ่านการรับรอง หรือผ่านการคิดค้นหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังควรศึกษาถึงหลักเกณฑ์การขยายสาขา และความนิยมของผู้เรียนด้วย เพราะล้วนมีผลต่อรายได้ของผู้ลงทุนในอนาคต

    ความสามารถในการหาทำเลที่ตั้งได้อย่างเหมาะสม ข้อนี้ถือเป็นปัจจัยที่ผู้เรียนจะให้ความสำคัญในการเลือกเรียนเช่นกัน เพราะการที่สถาบันตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน สะดวกในการเดินทาง มีที่จอดรถรองรับเพียงพอ ก็จะช่วยจูงใจให้ผู้เรียนเลือกที่จะมาเรียน ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นเลือกที่ตั้งสถาบันในห้างสรรพ สินค้าหรือบริเวณใกล้เคียง เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่จอดรถ ร้านอาหาร แหล่งช๊อปปิ้ง ซึ่งสะดวกต่อการเดินทางไปกลับ และที่สำคัญเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครองที่มารอรับส่งบุตรหลาน ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรประเมินศักยภาพด้วยว่าสามารถหาแหล่งทำเลที่ตั้งสถาบันที่ เหมาะสมได้หรือไม่ อีกทั้ง ส่วนใหญ่แล้วทำเลที่เหมาะสมที่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม ซึ่งมักจะมีค่าเช่าหรือราคาสูงตามไปด้วย

    ความยากในการจัดหาบุคลากรที่เหมาะสม นับ เป็นประเด็นหลักของสถาบันการศึกษาในทุกกลุ่ม เพราะคุณภาพของผู้สอนถือว่ามีความสำคัญต่อผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็น อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรการเรียนที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเด็กเล็ก นอกจากผู้สอนจะต้องมีความรู้ในด้านนั้นๆแล้ว ยังควรต้องมีใจรักและมีความใส่ใจในเด็กด้วย โดยพื้นฐานของบุคคลต้องมีความโอบอ้อมอารีย์ รักเด็ก และมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี  รวมทั้งเทคนิคในการถ่ายทอดความรู้ของแต่ละบุคคลที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายนั้น ก็จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้เรียนด้วยเช่นกัน

    การศึกษาและเข้าใจในจุดแข็งของแฟรนไชส์ เนื่องจาก ส่วนใหญ่แล้วค่าใช้จ่ายในการเรียนของสถาบันเสริมทักษะมักมีราคาสูง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจจะลงทุนจึงควรศึกษาถึงจุดแข็งของแฟรนไชส์นั้น ว่ามีลักษณะโดดเด่นอย่างไร ที่จะสามารถนำมาเป็นประเด็นเด่นในการดึงดูดผู้เรียนได้ เพื่อนำเสนอให้ผู้ที่จะมาเรียนหรือผู้ปกครองได้เข้าใจว่าการเข้ามาเรียนรู้ กับสถาบันจะประสบผลสำเร็จอย่างไรบ้าง และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนหรือผู้ปกครองว่าการเรียนนั้นจะคุ้มค่ากับ ค่าใช้จ่ายที่เสียไป

    เลือกสถาบันที่มีการรับรองหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การ รับรองหลักสูตรถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสถาบันการศึกษาทุกแห่ง โดยในส่วนของสถาบันสอนวิชาสามัญและกวดวิชา รวมถึงสถาบันสอนภาษา ต้องมีการรับรองหลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการในหลักสูตรที่เปิดสอน  และในส่วนของสถาบันเสริมทักษะทางเลือกอื่น ก็ควรต้องมีการรับรองหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเป็นการรับรองหลักสูตรจากผู้ที่มีคุณวุฒิหรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านตามที่สถาบันเปิดสอน เพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของสถาบัน และสามารถยืนยันได้ว่าหลักสูตรที่เปิดสอนนั้นมีคุณภาพ และทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
    สรุป

    ด้วยสภาพการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบันนับว่ามีแรงกดดันให้เกิดการ แข่งขันกันในทุกด้าน ทั้งในด้านการเรียนและการทำงาน ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยผลักดันให้ธุรกิจการศึกษายังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเติบโตอยู่ในส่วนของสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ มีคุณภาพ และมีหลักสูตรการสอนที่ทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จ จนเกิดเป็นการบอกต่อปากต่อปาก รวมถึงมีระดับราคาค่าเรียนที่เหมาะสม

    แต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าธุรกิจที่เปิดสอนวิชาสามัญและกวดวิชานั้น ปัจจุบันมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง และมักจะเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงครองตลาดอยู่แล้ว จึงเห็นว่าช่องทางที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเลือกลงทุนซื้อแฟรนไชส์ใน ธุรกิจนี้ น่าจะให้ความสำคัญในส่วนของสถาบันเสริมทักษะ ทั้งสถาบันเสริมทักษะด้านภาษา และสถาบันเสริมทักษะทางเลือกอื่น ที่เน้นส่งเสริมการพัฒนาทางด้านอารมณ์ การพัฒนาระบบความคิด ความมีสมาธิ และคลายเครียด เพราะยังมีโอกาสในการทำตลาดอยู่มาก โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ การให้ความสำคัญของผู้ปกครองในด้านการศึกษาของบุตรหลาน ภาวะการแข่งขันและความกดดันในการดำเนินชีวิตประจำวัน และความเครียด เป็นต้น

    ทั้งนี้ การที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเลือกซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์สถาบันเสริมทักษะนั้น ควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญในเบื้องต้นประกอบกัน ได้แก่ ผู้ลงทุนต้องมีความพร้อมด้านเงินทุน มีความสามารถในการหาทำที่ตั้งที่เหมาะสม ควรศึกษาลักษณะการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์นั้นในช่วงที่ผ่านมา ตรวจสอบมาตรฐานของหลักสูตรที่เปิดสอน เลือกสถาบันที่มีการรับรองหลักสูตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือจากผู้ เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิเฉพาะด้าน ควรศึกษาแนวโน้มของตลาดและกระแสตอบรับของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้นั่นเอง

    แหล่งที่มาข้อมูล
    บทวิเคราะห์อุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (www.sme.go.th)
    http://www.thaifranchisecenter.com
    http://www.franchise-vision.com

    Advertisements

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s

    %d bloggers like this: