แนะธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย รับการค้าบริการเสรีอาเซียน

สาขาโลจิสติกส์เป็นสาขาบริการหนึ่งที่ต้องทำการเปิดเสรีการค้าบริการภาย ใต้กรอบความตกลง AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2539 ทั้งนี้ การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายในการรวมกลุ่ม เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดยมีเป้าหมายในการรวมกลุ่มในปี 2558 เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (single market and single production base) ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานมีฝีมือ การลงทุน และเงินทุน อย่างเสรี สำหรับการเปิดเสรีสาขาบริการมีกรอบระยะเวลาดังนี้

  • เปิดเสรีในบริการที่เป็นสาขาเร่งรัด (Priority Services Sectors) 4 สาขา ที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ได้แก่ สาขาการขนส่งทางอากาศ สาขา e-ASEAN (บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) สาขาการท่องเที่ยว และสาขาสุขภาพ มีเป้าหมายภายในปี 2553
  • สาขาโลจิสติกส์ มีเป้าหมายในปี 2556
  • สาขาบริการอื่นๆ มีเป้าหมายภายในปี 2558
  • สำหรับการเปิดเสรีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะต้องมีเงื่อนไขที่ไม่ขัดกับกฎหมายภายในประเทศ ขณะเดียวกันต้องปฏิบัติต่อนักลงทุนอาเซียนเยี่ยงคนในชาติ ซึ่งเมื่อมีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่จะอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัด ตั้งธุรกิจและถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม การเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนมีขั้นตอนแตกต่างสำหรับในแต่ละสาขา บริการ ซึ่งสาขาโลจิสติกส์ ต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 49 ในปี 2551 จากนั้นเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในปี 2553 และร้อยละ 70 ในปี 2556 ทั้งนี้ เป้าหมายในการเปิดเสรีดังกล่าวข้างต้นอาจมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ได้ตามความเหมาะสม และขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของประเทศสมาชิก

สัดส่วนการให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในสาขาบริการ

หน่วย: ร้อยละ
ปี 2551 2553 2556 2558
  • บริการที่เป็นสาขาเร่งรัด 4 สาขา
  • 51 70
  • สาขาโลจิสติกส์
  • 49 51 70
  • บริการสาขาอื่น (นอกเหนือจากข้างต้น)
  • 49 51 70

    ที่มา: สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา, รวมรวมโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    ล่าสุด สมาชิกอาเซียนได้ลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 7 ไปแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และทุกประเทศสมาชิกได้จัดทำข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 7 ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดขั้นต่ำ 65 สาขาย่อย ยกเว้น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ได้นำข้อเสนอข้อผูกพันดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาพเพื่อให้ความ เห็นชอบแล้ว สำหรับสาระสำคัญของข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 7 ครอบคลุมประเด็นหลัก คือ

    1) ให้ต่างชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตไทย สามารถให้บริการข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย (โดยให้บริการผ่านสื่อ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร หรืออินเตอร์เน็ต)

    2) อนุญาตให้คนไทยเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศได้
    3) ให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย โดยจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49
    โดยข้อผูกพันทั้งหมดไม่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมายไทย ซึ่งไทยสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ ในขั้นตอนต่อไปของการเปิดเสรี อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำข้อผูกพันชุดที่ 8 ซึ่งมีเป้าหมายเปิดเสรีเพิ่มเติมและมีกำหนดให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีปัญหาในการดำเนินการ เนื่องจากติดขัดกฎระเบียบและกฎหมายภายในประเทศ

    การเปิดเสรีโลจิสติกส์ตามข้อตกลงอาเซียนจะนำมาทั้งโอกาส และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

    สำหรับการเปิดเสรีภาคบริการสาขาโลจิสติกส์อาจนำมาทั้งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในประเทศ ดังนี้

    โอกาส

    • การเปิดเสรีทั้งการค้า การบริการ และการลงทุน จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น: การเปิดเสรีทั้งการค้า บริการ และการลงทุนอาเซียน จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนที่มีขนาดใหญ่ และมีศักยภาพที่ขยายตัวได้ดีจากการเปิดเสรี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการลงทุนเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้ หลังจากมีการลดภาษีนำเข้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศอาเซียน 5 ประเทศ (สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบูรไน) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ขยายตัวในอัตราเร่งที่ร้อยละ 73.2 จากร้อยละ66.6 ในเดือนก่อน และมีโอกาสจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประเทศที่มากขึ้น นอกจากนี้ การรวมกลุ่มอาเซียนยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จากการถูกมองว่าอาเซียนกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และสามารถเชื่อมโยงกับ ตลาดในภูมิภาคอื่นๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะจีน สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศ เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอินโดจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางขนส่งหลายสาย ซึ่งทางบกสามารถเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคอินโดจีน และมีการพัฒนามากขึ้น เช่น จีน เวียดนาม เป็นต้น ทำให้เริ่มเห็นการขนส่งสินค้าสำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนทางถนนเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ
    • โอกาสในการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการต่างชาติ: การเปิดเสรีทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการหาพันธมิตร รับจ้างช่วง หรือรวมกิจการกับผู้ประกอบการต่างชาติที่มีจุดแข็งด้านเงินทุน เทคโนโลยี การให้บริการที่ครบวงจร และมีสาขาในหลายประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะไม่ดำเนินการให้บริการทุกอย่าง โดยอาจว่าจ้างผู้ประกอบการรายย่อยในบางสาขาโดยเฉพาะการขนส่ง ซึ่งยังพึ่งพิงผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีความชำนาญในแต่ละพื้นที่แตกต่าง กัน นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และศึกษาการดำเนินกิจการในต่างประเทศ

    ผลกระทบ

    • การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น: การ เปิดเสรีภาคโลจิสติกส์คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และส่วนใหญ่ดำเนินกิจกรรมยังไม่ครบวงจร ส่วนใหญ่เน้นไปที่การขนส่ง และบริการพิธีการศุลกากร จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีจุดแข็งในด้านเงินทุน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการ ให้บริการที่ครบวงจร หรือวันสต็อปเซอร์วิส อย่างไรก็ตาม การแข่งขันหลังจากการเปิดเสรีแล้วไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติรายใหญ่เข้ามาดำเนินการในสาขาโลจิสติกส์ค่อนข้าง มากในรูปแบบกิจการร่วมทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ ในบางกิจการเช่น การขนส่งทางบก ผู้ประกอบการชาวต่างชาติหลายๆ รายยังไม่นิยมดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากต้องลงทุนสูง ต้องอาศัยความได้เปรียบในพื้นที่ การบริการจัดการทรัพยากร ซึ่งในระยะสั้น การขนส่งทางถนนในเส้นทางท้องถิ่นอาจจะยังไม่มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติเข้า มาให้บริการโดยตรง
    • ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญแรง กดดันจากอำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่ ขณะที่ภาวะราคาน้ำมันมีความผันผวนและกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น: ผู้ ประกอบการเอสเอ็มอีที่รับงานจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะมีอำนาจในการต่อรอง ต่ำ อีกทั้งต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดอีกจำนวนมาก ทำให้การขึ้นราคาค่าบริการไม่สามารถทำได้โดยง่าย อีกทั้ง ภาวะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มผันผวนและเข้าสู่ช่วงขาขึ้น อาจทำให้อยากต่อการบริหารจัดการต้นทุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน

    การปรับตัวของผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพื่อรับมือการเปิดเสรีโลจิสติกส์อาเซียน

    • ปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และการเปิดเสรี: กระแส การเปิดเสรีเกิดขึ้นทั่วโลก และเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำมาทั้งโอกาสและการแข่งขันที่มากขึ้น นอกจากนี้ จากเชื่อมโยงของโลกที่มากขึ้นจะส่งผลให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อธุรกิจได้ง่ายขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนค่าเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยในบางประเทศอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วและมากขึ้น กว่าในอดีต  จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาวะการเมือง เศรษฐกิจ ภัยทางธรรมชาติ และสามารถเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ธุรกิจของตนได้ ซึ่งจะทำให้มองเห็นโอกาส และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และจะช่วยให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที
    • สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง: เพื่อ ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาตัวเอง เช่น ศึกษาความรู้ด้านโลจิสติกส์ให้มากขึ้น ความรู้ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ และได้มาตรฐานที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่ นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารในประเด็นต่างๆ จะทำให้เกิดโอกาสในการให้บริการใหม่ๆ เช่น การขนส่งทางถนนสำหรับการค้าชายแดนและพรมแดน ตามเส้นทางต่างๆ เพื่อไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ตามเส้นทางต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดหมายปลายทาง และประเภทสินค้า เช่น เส้นทาง R3A หรือ R8 (ผ่าน R13) กรุงเทพฯ-คุนหมิง, เส้นทาง R9 (ผ่านมุกดาหาร) หรือ R12 (ผ่านนครพนม) กรุงเทพฯ-หนานหนิง เป็นต้น ทั้งนี้การค้าชายแดนและข้ามแดนสู่จีนตอนใต้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหากการลงทุนในโครงพื้นฐานต่างๆ แล้วเสร็จมากขึ้น เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขง 2 แห่งที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่แล้วเสร็จ หรือความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีมากขึ้น จะทำให้การขนส่งเส้นตามเส้นทางดังกล่าวมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับทางเรือ
    • เข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของตนทั้งระบบ: ทำความ เข้าใจ และสามารถวิเคราะห์ธุรกิจของตนทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง ซึ่งอาจจำไปสู่การปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่การขยายการให้บริการเพื่อเพิ่มผลกำไรอาจนำ ไปสู่การลงทุนค่อนข้างสูง แต่การลดส่วนรั่วไหล และต้นทุนที่ไม่ควรเกิดขึ้น ก็สามารถเพิ่มอัตราผลกำไรได้เช่นกัน อีกทั้งไม่ต้องไปแย่งชิงตลาดกับคู่แข่งรายอื่น และในบางกรณีอาจจะแทบไม่ลงทุนเพิ่มเลย
    • นำการวิเคราะห์ธุรกิจมาใช้เพื่อวางแผนปรับปรุงการดำเนินงาน: หลังจากนั้น จึงหาแนวทางเพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานบางอย่าง เช่น การลดส่วนรั่วไหล หรือต้นทุนไม่ควรเกิดขึ้น ด้วยการแก้ไขปัญหาการสื่อสารในองค์กรที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การลงรายละเอียดสินค้าและที่อยู่ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้การขนส่งล่าช้า ต้องทำงานช้ำ จึงอาจปรับปรุงการทำงานด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของพนักงานให้เป็นระบบ และให้เกิดความเข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจลดต้นทุนด้วยการว่าจ้างงานจากภายนอก (Outsourcing) ในกรณีที่ดำเนินการเองแล้วมีต้นทุนสูง การวางแผนก่อนทำการขนส่งสินค้าจริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น สามารถบรรทุกสินค้าได้มากขึ้นทั้งในขาไปและกลับ อีกทั้งอาจจะวางแผนเส้นทาง ระยะเวลาก่อนการขนส่ง การลดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดจากเหตุฉุกเฉิน เช่น ว่าจ้างการขนส่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการจัดเตรียมเอกสาร ด้วยการเตรียมเอกสารล่วงหน้า เป็นต้น
    • การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้: ผู้ ประกอบการขนาดเล็กควรตระหนักในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการวางแผน ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมทั้งให้สอดคล้องกับระบบเทคโลยีสารสนเทศของรัฐที่มีขึ้น และอาจจะมีขึ้นในอนาคต (National Single Window: NSW)  ตัวอย่างประโยชน์ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบ tracking และGPS ที่มีมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบการเดินทางของสินค้า ทำให้สามารถวางแผนการขนส่ง ลดการออกนอกเส้นทาง ทำให้การให้บริการมีความตรงต่อเวลา และน่าเชื่อถือขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ สามารถนำมาวิเคราะห์ เช่น ข้อมูลการใช้รถในแต่ละช่วงเวลา ต้นทุนน้ำมัน ระยะทาง เพื่อนำมาวิเคราะห์ต้นทุนสำหรับลดต้นทุน จำกัดหรือลดการรั่วไหล อย่างไรก็ดี การนำเทคโนโลยีสารสนเทศอาจจะมีต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการควรประเมินผลได้และผลเสียก่อนนำมาใช้ สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก อาจเริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้าใจง่าย และมีต้นทุนต่ำมาใช้ก่อน เช่น การเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การทำงานให้เกิดความชัดเจนขึ้น
    • ปรับขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น หรือหาพันธมิตรทางธุรกิจ: ผู้ประกอบการธุรกิจอาจต้องปรับขนาดธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการที่หลากหลาย และครบวงจร ซึ่งอาจทำให้เกิดต้นทุนในการลงทุนอีกมาก รวมทั้งความเสี่ยงจากการให้บริการที่ยังไม่มีความชำนาญ จึงอาจใช้วิธีการรวมตัวกันเพื่อให้บริการในลักษณะเป็นพันธมิตร เพื่อให้บริการได้ครบวงจรขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการดำเนินการเองทั้งหมด และการรวมตัวกันจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ให้บริการขนาดใหญ่ด้วย นอกจากนี้ อาจหาพันธมิตรในประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งสินค้าและ บริการได้มากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการที่จะมีเพิ่มขึ้น และยังลดอุปสรรคจากปัญหาด้าน ความชำนาญในพื้นที่ ทักษะด้านภาษา และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันการดึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจ โลจิสติกส์ข้ามชาติมาร่วมลงทุนกับธุรกิจไทย หรือเป็นในลักษณะรับจ้างขนส่ง จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัทไทย โดยอาจใช้แนวทางสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต หรือร่วมงานกับผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่น
    • ปรับปรุงทรัพยากรมนุษย์: ทรัพยากร มนุษญ์เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากในสาขาโลจิสติกส์ โดยเฉพาะบริการที่ต้องใช้แรงานในสัดส่วนสูง เช่น การขนส่ง จึงควรมีกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เช่น ความเข้าในกระบวนการทำงานที่ตรงกัน การมีส่วนร่วมในองค์กร นอกจากนี้ อาจต้องพัฒนฒด้านภาษาอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการระหว่างประเทศ และการเป็นพันธมิตรกับบริษัทต่างชาติ นอกจากนี้ ควรให้บุคลากร โดยเฉพาะในระดับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร มีความเข้าใจด้านโลจิสติกส์มากขึ้น
    • การเข้าถึงมาตรการของรัฐ: เนื่องจาก ภาครัฐมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยทั่วไป หรือเป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในสาขาโลจิสติกส์โดยตรง แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กบางกลุ่มเข้าถึงความช่วยเหลือไม่เต็มที่ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ และความตระหนักของผู้ประกอบการเอง ผู้ประกอบการจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ รวมทั้งมาตรการความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด
    การเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์ อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กค่อนข้างมาก เนื่องจากศักยภาพในการรองรับการแข่งขันมีไม่มาก การเข้ามาช่วยเหลือของภาครัฐอาจเป็นสิ่งที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิด ขึ้น โดยอาจจะช่วยในการอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น การเร่งพัฒนาระบบขนส่งต่างๆ ให้มีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ของการค้าและบริการของทั้งในประเทศ ประเทศสมาชิกอาเชียน ประเทศจีนและอินเดีย การปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศ การปรับปรุงบุคลากรของภาครัฐเพื่อให้เข้าใจงานเกี่ยวกับโลจิสติกส์มากขึ้น การจัดตั้งหน่วยงานหลักเพื่อเป็นแกนกลางในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์เพื่อ วางแผนนโยบายเกี่ยวกับโลจิสติกส์โดยรวม และก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์เอสเอ็มอีโดยตรง อาจมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ได้มีการดำเนินการแล้วบางส่วน) การให้การอบรมความรู้เพื่อปรับปรุงกิจการโลจิสติกส์สำหรับผู้ประกอบการเอส เอ็มอี การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก การกำหนดมาตรฐานการประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เป็นต้น

    แหล่ง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    Advertisements

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s

    %d bloggers like this: