แนวโน้มเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ยังสดใส แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องระวัง

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์นับได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งบริษัทชั้นนำของโลกจากประเทศอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างให้ความสนใจเข้ามาตั้งฐานลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงผลิตขายในประเทศ  โดยจุดแข็งในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าส่งออกของไทยจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใน บ้าน ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีการส่งออกเป็นสัดส่วนที่สูง ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง โทรทัศน์ ไมโครเวฟ และเครื่องซักผ้า ก็ถือเป็นสินค้าส่งออกที่น่าจับตามอง สำหรับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าครึ่ง เป็นสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยสินค้าส่งออกหลัก คือ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจไทยนั้น ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้น และกลับมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับนี้ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลกต่างเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2553 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทจะมีปัจจัยหนุนต่อการเติบโต อาทิเช่น กระแสฟุตบอลโลก “World Cup 2010” ที่เป็นที่แพร่หลายทั่วโลก ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทผู้ผลิตโทรทัศน์ชั้นนำของโลกต่างเร่งทำแคมเปญ โทรทัศน์รุ่นใหม่ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นตาม เป็นต้น สำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้น ได้รับปัจจัยหนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก หรือเน็ตบุ๊ก ที่ประหยัดพลังงาน กล้องดิจิทอล และฮาร์ดดิสก์พกพา ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาดทั่วโลก เป็นต้น

นอกจากนี้สภาวะอุปสงค์ในตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น แล้ว อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดเสรี ทางการค้า ซึ่งทำให้อัตราภาษีของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบหลายประเภทปรับลดลงเป็นร้อยละ 0.0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกจากไทยมีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่มีความตกลงการค้าเสรีกับไทย

อย่างไรก็ดี แนวโน้มของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่เหลือของปี 2553 นี้ ยังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากเกิดปัญหาวิกฤติหนี้ในบางประเทศของยุโรป และอาจจะลุกลามบานปลายไปยังหลายประเทศในยุโรปได้ในระยะข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างยากที่จะ หลีกเลี่ยง และอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อมายังภาคการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ของไทยได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ที่อาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และการบริโภคในประเทศได้เช่นกัน

แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ …. การปรับตัวในอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย

สำหรับแนวโน้มของอุตสากรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ในช่วงที่เหลือของปี 2553 คาดว่าจะยังคงสามารถขยายตัวในทิศทางที่เป็นบวกได้ทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกในหลายภูมิภาคยังน่าจะขยายตัวได้ แม้เป็นอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย และตลาดใหม่อื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะเดียวกันปัจจัยหนุน การเปิดเสรีทางการค้า น่าจะยังคงเป็นแรงส่งให้การส่งออกขยายตัวดีกว่าในปีก่อนหน้า โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2553 จะมีประมาณ 49,000 -51,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวประมาณร้อยละ 15.0 ถึงร้อยละ 20.0 ปรับตัวดีขึ้นจากที่หดสูงถึงตัวร้อยละ 13.4 ในปี 2552

ในขณะที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จมี มูลค่าส่งออกประมาณ 217,000 -231,500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 8.0 ถึงร้อยละ 14.0 ปรับตัวดีขึ้นจากที่หดตัวร้อยละ 2.5 ในปี 2552

สำหรับภาวะการผลิตที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ แผงวงจรไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์  โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องดิจิตอล รวมถึงในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แนวโน้มในระยะต่อไป การเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม สำหรับปัจจัยในระยะสั้น คือ ปัญหาวิกฤติหนี้ในประเทศยุโรป ที่อาจบานปลายและอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ เช่น สถานการณ์ทางการเมือง ที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้

สำหรับประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในระยะปานกลางถึงระยะยาว อาทิ

  • ภาวะการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในตลาดต่างประเทศ แม้ว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดส่งออก และสามารถใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบนำเข้าในต้นทุนที่ต่ำลง แต่ในอีกด้าน ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบที่ผลิตป้อนตลาดในประเทศ อาจจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการคนไทยที่อาจไม่มีแบรนด์ของตนเอง หรือการยอมรับในแบรนด์อาจยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ก็จำเป็นต้องปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
  • ความท้าทายในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดย การลงทุนจากต่างประเทศ นับเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของ ไทยมาโดยตลอด และในปัจจุบันไทยยังได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติในการเข้ามาลงทุนขยาย ฐานการผลิต แต่ต้องยอมรับว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาความเป็นฐานการลงทุนที่ สำคัญในอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าภายในอาเซียน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยมีแนวทางรวมศูนย์การผลิตในภูมิภาคไว้ในประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพ ในการผลิตสูงสุด ในขณะที่กรณีของประเทศไทยนั้น ปัจจัยที่สร้างความกังวลแก่นักลงทุน ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ประเด็นต้นทุนแรงงานและระบบภาษี หรือสิทธิประโยชน์จูงใจที่เอื้ออำนวยน้อยกว่าในบางประเทศ ซึ่งหากบริษัทต่างชาติลดความสนใจในการลงทุนในไทยลง อาจส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยที่ผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำของบริษัทผู้ผลิตต่าง ชาติเหล่านี้ทั้งนี้สินค้าบางกลุ่มของไทยเริ่มสูญเสียความสามารถใน การแข่งขันให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การผลิตโทรทัศน์ ที่ผู้ผลิตหลายรายได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีสาเหตุ เช่น ค่าจ้างแรงงานที่อาจสูงกว่าบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม และระบบอัตราภาษีสำหรับวัตถุดิบต้นน้ำของไทยที่สูงกว่ามาเลเซีย เป็นต้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของสินค้า ซึ่งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ชั้นนำต่างพัฒนา คิดค้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโทรทัศน์ระบบ 3 มิติ หรือ ที่เรียกว่า 3D Television  เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาขนาดเล็กที่ต้องการใช้ชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงซึ่งประสิทธิภาพการใช้งาน ซึ่งสินค้าใหม่ๆ เหล่านี้ ต่างมีเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน และอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลกมีการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศ ที่มีความพร้อม เช่น จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสนับสนุนอยู่ในทุกระดับของห่วง โซ่การผลิต (Value Chain) และทุกระดับเทคโนโลยี รวมอยู่ในประเทศเดียวกัน
ด้วยลักษณะของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายการผลิตของบริษัทจากต่างชาติ การผลิตและการส่งออกจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจการลงทุนของบริษัทแม่เป็นหลัก โดยบริษัทแม่จะเป็นผู้กำหนด และจัดสรรกระบวนการผลิตภายใต้เครือข่ายการผลิตที่มีอยู่ในหลายประเทศ โดยการผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตชิ้นส่วน หรือสินค้าขั้นสุดท้าย โดยบริษัทเหล่านี้มีเครือข่ายการผลิตภายในประเทศ ซึ่งมีซัพพลายเออร์ที่เป็นบริษัทลูกของบริษัทต่างชาติ และบริษัทของคนไทยที่เป็น OEM ขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งจะรับจ้างการผลิตตามสัญญาว่าจ้าง ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะมีความไม่มั่นคงที่สูง และมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้นผู้ประกอบการอาจต้องเตรียมความพร้อมต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ

  • การบริหารต้นทุนสินค้าให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ปัจจุบัน ไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นสามารถผลิตสินค้าออกมาแข่งขันในราคาที่ถูก กว่า และบางครั้งผู้ผลิตไทยต้องสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่ง ซึ่งต้นทุนสินค้าของไทยที่แพงกว่านั้นมาจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้า เช่น เหล็ก ทองแดง รวมถึงน้ำมัน โดยไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าว ซึ่งราคาสินค้าดังกล่าวนี้มีการปรับตัวขึ้นไปตามกลไกความต้องการในตลาดโลก ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่าที่ทำให้ราคาสินค้าของไทย ที่แพงกว่าคู่แข่ง รวมถึงค่าจ้างแรงงานที่อยู่ในอัตราที่สูงกว่า
  • การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใน ปัจจุบันที่เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดเทรนด์ตลาด การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทางด้านนวัตกรรมแลเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่ม มูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ในตลาดอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาวะการแข่งขันสูง นวัตกรรมทำให้สินค้ามีความแตกต่างและเป็นจุดขาย เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเทรนด์สินค้าที่มีขนาดเล็กลง และประหยัดพลังงานมากขึ้น เป็นต้น การที่อุตสาหกรรมจะคงความสามารถในการแข่งขันได้ก็ด้วยการที่ผู้ประกอบการมีการปรับปรุงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วที่สุด
  • การสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมโดยหาพันธมิตรทางการค้า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังขาดความเชื่อมโยงซึ่งเป็นตัว สร้างมูลค่าเพิ่ม (value creation) ให้กับอุตสาหกรรม ซึ่งความไม่สมบูรณ์ในห่วงโซ่การผลิต (supply chain) เป็นอุปสรรคของพัฒนาอุตสาหกรรมในขณะนี้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงอาจต้องหาพันธมิตรทางธุรกิจตั้งแต่ เพื่อให้สนับสนุนกระบวนการผลิตให้ครบวงจร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
  • การมองหาตลาดใหม่ เนื่องจากการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบส่วนใหญ่จะมาจากการว่าจ้างจากบริษัทต่างชาติ ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกว่าจ้าง หรือการโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทเหล่านั้น  นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรที่จะแสวงหาโอกาสทำธุรกิจกับประเทศที่ไทยมีข้อตกลง การค้าเสรีเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจเช่นกัน

บทสรุป

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกที่สูงเป็นอันดับต้นของการส่งสินค้าออกของไทย และจากการที่เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลก ทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อเมริกา และยุโรป ต่างสนใจเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ทำให้ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่มีการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขณะนี้กำลังเผชิญข้อจำกัดและความท้าทายอย่างหนักจาก ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อาทิ การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ รวมถึงกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ในประเทศที่เป็นคู่ค้า เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงอาจต้องติดตามข่าวสารทางธุรกิจ รวมถึงการวิเคราะห์ตลาดและสินค้าที่จะเป็นเทรนด์ใหม่ในอนาคต เพื่อที่จะได้สามารถปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว เช่น การปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย รวดเร็ว การนำเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการเพิ่มผลผลิต เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรการติดตามข่าวสารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ และใช้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงทางการค้า หรือเอฟทีเอในการขยายโอกาสในการส่งออกด้วย

แหล่ง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: