ผลกระทบเอสเอ็มอีไทย จากโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจจีน-ไต้หวัน (ECFA)

จีนและไต้หวันมีความ สัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกันอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นตลาดส่งออกและฐานการลงทุนที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนับ ตั้งแต่นายหม่า อิง จิว เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2551 ด้วยนโยบายแยกความสัมพันธ์กับจีนด้านการเมืองออกจากด้านเศรษฐกิจ และมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน เนื่องจากเล็งเห็นว่าหากไต้หวันไม่เร่งสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับจีน จะนำไปสู่การเสียโอกาสทางการค้าการลงทุนกับจีนซึ่งกำลังมีบทบาทในเวทีโลก เพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตามอง และอีกประการหนึ่งคือต้องการใช้ความตกลงการค้าเสรีกับจีนเป็นจุดเริ่มต้นของ ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ต่อไปในอนาคตด้วย

โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจช่องแคบไต้หวัน Economic Cooperation Framework Agreement (ECFA) จึงได้กำเนิดขึ้นจากการเจรจาหลายครั้งผ่านการประชุมของ Straits Exchange Foundation (SEF) และ Association for Relations Across the Taiwan Straits (ARATS) ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา และได้มีการลงนามในวันที่ 29 มิถุนายน 2553 เบื้องต้นได้บรรลุข้อตกลงสินค้าเปิดเสรีรอบแรก (Early Harvest) จากไต้หวันไปยังจีนจำนวน 539 รายการ มูลค่า 13.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสินค้าจากจีนไปยังไต้หวันจำนวน 267 รายการ มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การลดภาษีแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ครั้งแรกในปี 2554 และเป็นศูนย์ภายในปี 2556 ในด้านการลงทุนมีการเปิดเสรีการลงทุนหลายด้าน รวมทั้งผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านธนาคารพาณิชย์

ผลกระทบโดยตรงต่อเอสเอ็มอีที่ส่งออกไปยังจีนและไต้หวัน

ผลกระทบโดยตรงที่อาจเกิดขึ้นคือ อัตราอากรขาเข้าของสินค้าระหว่างจีนและไต้หวันจะลดลงจากเดิม ทำให้สินค้าระหว่างจีนและไต้หวันสามารถแข่งขันกับสินค้าไทยได้มากขึ้นกว่า ช่วงก่อนข้อตกลงมีผล และหากอัตราอากรขาเข้าที่สินค้าส่งออกของจีนและไต้หวันได้รับระหว่างกันต่ำ กว่าอัตราภาษีที่สินค้าส่งออกของไทยได้รับจากจีนและไต้หวัน ก็ย่อมทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบอย่างชัดเจน

ผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกไทยไปยังจีน และเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังจีนมีไม่มากนัก
ผลกระทบโดยตรงจากการเปิดเสรีสินค้าส่งออกจากไต้หวันไปยังจีนต่อการ ส่งออกของไทยมีไม่มากนัก เนื่องจาก กว่าร้อยละ 90 ของสินค้าไทยส่งออกไปจีนได้รับสิทธิภาษีอากรขาเข้าของจีนเป็นอัตราร้อยละ 0 จากความตกลงการค้าเสรี ASEAN-China FTA ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้าในรายการสินค้าอ่อนไหวตามกรอบ ASEAN-China FTA ซึ่งอัตราภาษียังไม่ลดลงเหลือร้อยละ 0 จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากข้อตกลง ECFA ผูกพันอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 0 ในสินค้าเหล่านั้นแก่ไต้หวัน

สินค้ากลุ่มที่จีนตกลงเปิดเสรีให้แก่ไต้หวัน ได้แก่

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์
  • สิ่งทอ
  • เครื่องมือแพทย์
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • สินค้าเกษตรบางรายการ เช่น แก้วมังกร กล้วยไม้ กล้วย ส้ม แคนตาลูป ใบชา สับปะรด แอปเปิ้ล มะเฟือง มะม่วง ชมพู่ สัตว์น้ำมีชีวิตและแช่แข็ง เป็นต้น
ในส่วนของผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าส่งออกจากไต้หวันไปยังจีนต่อเอสเอ็ มอีไทยยังมีไม่มากนักเช่นกัน เนื่องจากอานิสงส์ของการลด/ยกเลิกภาษีภายใต้ FTA อาเซียน-จีน อย่างไรก็ตาม สินค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มที่จีนเปิดเสรีให้สินค้าจากไต้หวัน ได้แก่กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่บางรายการอยู่ในสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่ได้รับการลดภาษี ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจส่งออก SMEs ไทย หรือธุรกิจ SMEs ไทยที่อยู่ในเครือข่ายการผลิตเดียวกันกับการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าเหล่านั้น อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน กับสินค้าส่งออกไต้หวัน นอกจากนี้ เอสเอ็มไทยที่ส่งออกสินค้ากลุ่มสิ่งทอ และสินค้าเกษตรในรายการดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจาก ECFA บ้าง สำหรับสินค้าตามรายการสินค้าอ่อนไหวของจีนตามกรอบ ASEAN-China FTA ที่จีนยังคงภาษีไว้ในระดับสูง
ตัวอย่างของสินค้าในบัญชีอ่อนไหวของจีนตามกรอบ ASEAN-China FTA แต่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่จีนเปิดเสรีให้ไต้หวันตามข้อตกลง ECFA ได้แก่

  • กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน: รถโดยสารเครื่องยนต์ดีเซล 30 ที่นั่งขึ้นไป, รถเก๋งขนาดน้อยกว่า 1,000 ซีซี
    เป็นต้น
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์: เครื่องยนต์ดีเซล output 132.39 กิโลวัตต์ขึ้นไป เป็นต้น
  • สิ่งทอ: single yarn of nylon-6 with > 50 turns/m, not for retail sale เป็นต้น
ECFA อาจส่งกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกไทยไปยังไต้หวัน แต่ผลกระทบน่าจะไม่มากนัก
สินค้ากลุ่มที่ไต้หวันตกลงเปิดเสรีให้แก่จีน ได้แก่

  • ปิโตรเลียม
  • วัตถุดิบสำหรับสิ่งทอ
  • ชิ้นส่วนสำหรับรถเข็นเด็กและจักรยาน
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ยางรถยนต์
  • ยานยนต์ขนาดใหญ่ และจักรยาน
การเปิดเสรีของไต้หวันให้กับสินค้าส่งออกจากจีนอาจส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยไปยังไต้หวันในปัจจุบันได้รับอัตราอากรขาเข้าใน อัตราของ Most-Favored Nation (MFN) ตามกรอบของ WTO ซึ่งสินค้าในรายการข้างต้นหลายรายการยังไม่ได้รับอัตราภาษีเป็นศูนย์ ทำให้ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้าในรายการดังกล่าวอาจจะเสียเปรียบโดยตรงหาก ข้อตกลง ECFA ให้สิทธิอากรขาเข้าเป็นร้อยละ 0 ในสินค้าเหล่านั้นแก่ไต้หวัน

ตัวอย่างของสินค้าในกรอบ WTO ที่ไทยยังถูกเก็บอากรขาเข้ามากกว่าร้อยละ 0 ที่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่จีนเปิดเสรีตามข้อตกลง ECFA ได้แก่

  • วัตถุดิบสำหรับสิ่งทอ: HS 53-54 อัตราภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 0-10 ส่วนใหญ่อัตรามากกว่าศูนย์
  • เครื่องบันทึกหรือถอดวีดีโอ: HS 8521 อัตราภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 0-14 ส่วนใหญ่อัตรามากกว่าศูนย์
  • ยางรถยนต์: HS 4011-4013 อัตราภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 0-10 ส่วนใหญ่อัตรามากกว่าศูนย์
ในส่วนของผลกระทบต่อเอสเอ็มอี คาดว่าธุรกิจส่งออก หรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีเครือข่ายการผลิตเดียวกับสินค้าส่งออกข้างต้นไป ไต้หวันอาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าส่งออกจากจีนไปยังไต้หวันตาม กรอบ ECFA โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบสำหรับสิ่งทออาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้า ส่งออกจากจีนไปยังไต้หวัน

กล่าวโดยสรุปคือ สินค้าส่งออกของไทยไปยังจีนน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าสินค้าส่งออกจากไทยไป ยังไต้หวัน เนื่องจากในปัจจุบันไทยได้รับสิทธิประโยชน์จากความตกลง China-ASEAN FTA (ลดภาษีเป็นศูนย์มากกว่าร้อยละ 90 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553) เพิ่มเติมจากสิทธิตามกรอบ WTO ที่จีนเปิดให้กับประเทศอื่นๆ ในขณะที่การส่งออกของไทยไปยังไต้หวันได้รับสิทธิภายใต้กรอบ WTO เท่านั้น ทำให้การเปิดเสรีภายใต้ ECFA ที่ให้แก่สินค้าจากจีนไปยังไต้หวันก่อให้เกิดส่วนต่างด้านอัตราภาษีระหว่าง สินค้าจีนและสินค้าไทย มากกว่ากรณีการเปิดเสรีให้แก่สินค้าจากไต้หวันไปยังจีนที่ไทยได้สิทธิภาษี ตามความตกลง China-ASEAN FTA อย่างไรก็ดี สำหรับสินค้าที่อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวตามกรอบ China- ASEAN FTA ผู้ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบมากหาก ECFA มีข้อตกลงที่จีนต้องเปิดเสรีสินค้าเหล่านั้นให้แก่สินค้าจากไต้หวันมากกว่า ที่เปิดให้ไทยในกรอบ FTA อาเซียน-จีน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามูลค่าการส่งออกรวมของไทยไปไต้หวันยังมีมูลค่าไม่มากนัก ผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยจึงน่าจะอยู่ในวงจำกัด

ผลกระทบทางอ้อมต่อเอสเอ็มอีที่ส่งออกไปยังจีนและไต้หวัน

ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน ไม่ว่าสิทธิประโยชน์จากอัตราอากรขาเข้าที่จีนและไต้หวันได้รับจาก ECFA จะอยู่ในระดับที่ได้เปรียบไทยหรือไม่ ก็คือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไต้หวันที่ทวีความแน่นแฟ้น มากขึ้นย่อมส่งผลดึงดูดให้ภาคธุรกิจของสองประเทศเกิดความสนใจในการทำการค้า ระหว่างกันมากขึ้น และเมื่อผู้ประกอบการพิจารณาจากต้นทุนการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างจีน-ไต้หวัน ที่ต่ำกว่าแล้ว อาจพบความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือการซื้อสินค้าจากไทย ซึ่งอาจทำให้เกิดการค้าระหว่างจีนและไต้หวันมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อมูลค่า การส่งออกของไทยในที่สุด

ผลกระทบต่อการลงทุนจากจีนและไต้หวันมายังไทย

ผลกระทบต่อการลงทุนจากจีนมายังไทย จำกัดอยู่เพียงบางสาขาการลงทุนเท่านั้น
เนื่องจากการลงนามในความตกลง ECFA ครั้งที่ผ่านมา ไต้หวันตกลงเปิดเสรีการลงทุนให้แก่จีนในสาขาบันเทิง (ภาพยนต์) และสาขาบริการทางธุรกิจ (business service) และผ่อนปรนข้อกำหนดการตั้งสาขาให้แก่ธนาคารจีน ซึ่งทั้งหมดมิใช่สาขาหลักของการลงทุนของจีนในไทย ดังนั้นผลกระทบต่อการลงทุนของจีนในไทยจึงคาดว่าจะมีไม่มากนัก และจำกัดอยู่เพียงในสาขาดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้สาขาที่นักลงทุนจากจีนลงทุนในไทยมากเป็นอุตสาหกรรมการผลิตได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์เคมี กระดาษ และพลาสติก

จีนกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะนักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึงในไต้หวันและไทย จากปัจจัยด้านค่าแรงในประเทศจีนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และการผลักดันเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศจากการผลิต เพื่อส่งออกเป็นภาคบริการมากขึ้น สำหรับการลงทุนในไต้หวัน แม้ไต้หวันเพิ่งเปิดให้นักลงทุนจีนลงทุนในไต้หวันได้เป็นครั้งแรกในเดือน มิถุนายน 2552 แต่ก็มีการลงทุนจากจีนนับจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่า 77.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉพาะใน 5 เดือนแรกของปีนี้ เป็นมูลค่าถึง 32.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 41.8 แสดงถึงการลงทุนของจีนในไต้หวันที่กำลังมีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนในไทยนั้น จีนก็มีทิศทางการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 จำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 10 โครงการ เป็น 15 โครงการ มีมูลค่า 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าทั้งปี 2552 และเพิ่มขึ้นเกือบ 13 เท่า (YoY)

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ความตกลง ECFA น่าจะส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อการลงทุนของจีนในไทยในสาขาธุรกิจเพียงบางสาขา ในทางตรงกันข้าม แนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนน่าจะทำให้การลงทุนของจีนใน ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาครวมทั้งไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วยในอนาคต

การลงทุนจากไต้หวันมายังไทยในสาขาอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความตกลง ECFA
สาขาการลงทุนที่จีนเปิดเสรีให้แก่ไต้หวัน ได้แก่ การบริการคอมพิวเตอร์ การซ่อมบำรุงอากาศยาน และการแพทย์ และการผ่อนปรนเรื่องการทำธุรกรรมเงินหยวนของธนาคารจีนในไต้หวัน ซึ่งสาขาการลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนของไต้หวันในไทยไม่มากนัก โดยสาขาที่ไต้หวันลงทุนในไทยมากได้แก่ การผลิตเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และเคมี ดังนั้นความตกลง ECFA จึงไม่น่าจะส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนของไต้หวันในไทย

อย่างไรก็ดี การลงทุนสาขาอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันในไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการ เปิดเสรีให้สินค้าส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของจีนเข้าไปยังไต้หวันได้มากขึ้น โดยการเปิดเสรีสินค้าดังกล่าวอาจก่อให้เกิดแรงจูงใจต่อนักลงทุนไต้หวันให้ ลงทุนผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในจีนมากขึ้น ทั้งนี้มูลค่าการลงทุนของไต้หวันในจีนกำลังมีทิศทางเพิ่มขึ้นใน 5 เดือนแรกของปีนี้ และความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของนักลงทุนไต้หวันในไทยมี ทิศทางลดลงในปีที่แล้ว จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ใน 5 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนของไต้หวันในจีนมีมูลค่าทั้งสิ้น 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.2 (YoY) นอกจากนี้ สาขาที่มีความสนใจลงทุนอันดับ 1 ของนักลงทุนไต้หวันในไทยเปลี่ยนจากสาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ปี 2551) ไปเป็นสาขาการบริการ (ปี 2552) มูลค่าการลงทุนของไต้หวันในจีนที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสาขาความสนใจ ของนักลงทุนไต้หวันในไทยอาจบ่งชี้ถึงโอกาสของการย้ายฐานการผลิตสินค้า อิเล็กทรอนิกส์จากไทยไปยังจีน รวมไปถึงประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ

การปรับตัวของเอสเอ็มอีไทยต่อความตกลง ECFA

แม้ว่าในด้านการส่งออก ความตกลง ECFA อาจจะมีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยไม่มากนัก เนื่องจากการส่งออกไทยไปจีนได้อานิสงส์จากกรอบ FTA อาเซียน-จีน ขณะที่การส่งออกไปไต้หวันแม้ต้องแข่งกับสินค้าจีนมากขึ้น แต่มูลค่ากรส่งออกของไทยไปไต้หวันโดยรวมยังไม่มากนัก ผลกระทบจึงค่อนข้างจำกัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบเกิดขึ้นแน่นอนสำหรับเอสเอ็มอีบางรายที่ผลิต สินค้ารายการที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าดังกล่าว ดังนั้นการปรับตัวของเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออกไปยังจีนและไต้หวันคือ การศึกษาเรื่องพิกัดสินค้าโดยละเอียด ว่าสินค้าของตนอยู่ในรายการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราอากรขาเข้าในความตกลง ECFA หรือไม่ และก่อให้เกิดส่วนต่างที่มากจนสินค้าของตนเสียเปรียบด้านต้นทุนโดยรวมหรือ ไม่ และหากจำเป็นอาจใช้วิธีปรับเปลี่ยนสินค้าให้ได้พิกัดที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น

ในด้านการลงทุน เอสเอ็มอีไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจได้ รับผลกระทบจากแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันไปยัง ประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่มีความสัมพันธ์กับไต้หวันที่ดีขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรปรับตัวโดยศึกษาช่องทางการตลาดใหม่ๆ หรือหาโอกาสทางการค้าใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่ง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: