อาเซียน…ตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่น่าสนใจของไทย

อาเซียน นับเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทย

<!—-> // ถึง แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปยังตลาดอาเซียนยังมีไม่ มากนักโดยมีสัดส่วนในการส่งออกเพียงร้อยละ 11.9 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ทั้งหมดของไทย แต่อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.7 โดยเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะ ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าให้เหลือ ร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา (ยกเว้นกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามที่ยังคงเก็บภาษีไม่เกินร้อยละ 5) ส่งผลให้ไทยมีโอกาสในการขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรที่จะใช้ประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้า และหันมาขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์การส่งออก-นำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

สถานการณ์ส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยในตลาดโลก
ปัจจุบันไทยส่งออกน้ำผักผลไม้ (HS2009) มากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.7 มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.3 ต่อปี ตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทยยังคงเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

สำหรับการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีมูลค่า 197.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 (YoY) โดยสามารถแสดงตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทย 5 อันดับ แรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ดังนี้

ตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553

ประเทศ             ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ      %YoY     %สัดส่วน
โลก                    197.8          20.2%      100%
เนเธอร์แลนด์         48.1          22.7%     24.3%
สหรัฐฯ                 41.6          -3.0%     21.0%
อิตาลี                   11.3          73.8%      5.7%
ญี่ปุ่น                     6.9          25.5%      3.5%
ลาว                        6.2         129.6%      3.1%
ที่มา : Global Trade Atlas, Kresearch

สำหรับภาพรวมในการส่งออกน้ำผักผลไม้ในช่วงที่เหลือของปี 2553 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าน่าจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนทำให้ภาพรวมของการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยทั้งปี 2553 น่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12-18 หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออกประมาณ 360-380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ     หากพิจารณาการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยแยกรายประเภทนั้น พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยส่งออกน้ำสับปะรดมากที่สุด โดยมีมูลค่าการส่งออก 116.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.9 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ชนิดอื่นๆ น้ำผักผลไม้ผสม และน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ ตามลำดับ

มูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แยกรายประเภท

อันดับส่งออก   ประเภทน้ำผักผลไม้  ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   %YoY   %สัดส่วนของในตลาด โลก                                               มูลค่าส่งออกทั้งหมด
1            น้ำสับปะรด                  116.6        19.6%       58.9%
10           น้ำผักผลไม้อื่นๆ            63.2        19.6%       32.0%
12           น้ำผักผลไม้ผสม             9.1        34.5%        4.6%
13           น้ำส้มชนิดออเร้นจ์           6.9        52.3%        3.5%
19           น้ำผลไม้จำพวกส้มอื่นๆ        1.4        75.0%        0.7%
ที่มา : Global Trade Atlas, Kresearch

จะเห็นได้ว่า นอกจากน้ำสับปะรดที่ไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีน้ำผักผลไม้ประเภทอื่นๆ ที่
มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกยังคงมีไม่มากนัก โดยเฉพาะน้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิด
ออเร้นจ์ และน้ำผลไม้จำพวกส้มชนิดอื่นๆ ซึ่งน้ำผักผลไม้ทั้ง 3 ประเภทนี้ มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นค่อน
ข้างมากระหว่างร้อยละ 20-75 ดังนั้น ผู้ส่งออกของไทยควรที่จะหันมาขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ประเภท
อื่นๆ นอกเหนือจากน้ำสับปะรดมากขึ้น

นอกจากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น จะเป็นตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทยแล้ว เป็นที่น่า
สังเกตว่า อาเซียนนับเป็นตลาดที่น่าสนใจของไทย และมีแนวโน้มในการส่งออกน้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้น โดยจะ
เห็นได้จาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนมูลค่า 23.5 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.7 (YoY) โดยสามารถแสดงตารางการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทย
ไปยังตลาดอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ดังนี้

มูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปยังอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี 2553

ประเทศ       ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ    %YoY    %สัดส่วน   การลดภาษีนำเข้า (ร้อยละ)
2552       2553
อาเซียน (รวม)    23.5          57.7%      100%
ลาว              6.2         129.6%     26.4%       5          3
พม่า              5.6         115.4%     23.8%       5          5
กัมพูชา            4.1          78.3%     17.4%      10*         5
เวียดนาม          0.5          66.7%      2.1%       5          5
มาเลเซีย          2.1         -12.5%      8.9%       0          0
ฟิลิปปินส์           1.7         -10.5%      7.2%       5          0**
อินโดนีเซีย         0.7         133.3%      3.0%       0          0
สิงคโปร์           2.2          15.8%      9.4%       0          0
บรูไน             0.4         -20.0%      1.7%       0          0

ที่มา        : กรมศุลกากร, Kresearch
หมายเหตุ : *HS200950 HS200969 HS200979 ปี ’52 เก็บอัตราภาษีร้อยละ 20
**HS200931 HS200939 HS200980 HS200990  ปี ’53 เก็บอัตราภาษีร้อยละ 5

เดิมไทยเริ่มมีการขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังอาเซียนก่อนที่จะมีการปรับ ลดอัตราภาษีนำเข้าในปี 2553 แต่ยังมีมูลค่าการส่งออกไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศส่งออกหลักอื่นๆ แต่จะเห็นได้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 นี้ ไทยสามารถส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนได้มากขึ้นเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้น้ำผักผลไม้ของไทยสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน ได้เพิ่มขึ้นนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกจากสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปยังอาเซียนโดยมีรายละเอียดดังนี้

* อาเซียนเดิม (มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน) ส่วนใหญ่จะมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 มาก่อนหน้านี้แล้ว (ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าน้ำผักผลไม้บางประเภทอยู่ที่ ร้อยละ 5) จึงไม่ค่อยมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีเพียงอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ที่มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น

* อาเซียนใหม่ (ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มสมาชิกใหม่ที่เริ่มมีการทยอยปรับลดอัตราภาษีนำเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลง ทำให้ต้นทุนในการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยลดลง ส่งผลให้ไทยมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น โดยจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยสามารถส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังประเทศเหล่านี้มากขึ้น โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ระหว่างร้อยละ 67-130 (YoY)

หากพิจารณาการส่งออกน้ำผักผลไม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แยกรายประเภท พบว่า ไทยส่งออกน้ำผักผลไม้อื่นๆไปยังอาเซียนมากที่สุดคิดเป็นมูลค่า 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83.1 (YoY) หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 46.0 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังอาเซียน รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ น้ำส้มชนิดอื่นๆ และน้ำสับปะรด ตามลำดับ

จะเห็นได้ว่า การส่งออกน้ำผักผลไม้ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำสับปะรดของไทยไปยังอาเซียนยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรที่จะใช้โอกาสจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้า และหันมาขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ประเภทอื่นๆ ในตลาดอาเซียนให้มากขึ้น

มูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปอาเซียน 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2553

ประเภทน้ำผักผลไม้   ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   %YoY    %สัดส่วน    ตลาดส่งออกหลักในอาเซียน
น้ำผักผลไม้อื่นๆ          10.8         83.1%    46.0%      กัมพูชา พม่า ลาว
น้ำผักผลไม้ผสม           6.1         74.3%    26.0%      ลาว พม่า ฟิลิปปินส์
น้ำส้มชนิดออเร้นจ์         5.1         64.5%    21.7%      ลาว พม่า กัมพูชา

น้ำผลไม้จำพวกส้มชนิดอื่นๆ   1.1         53.3%     4.7%      ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย
น้ำสับปะรด              0.4          100%     1.6%      เวียดนาม มาเลเซีย ลาว
รวม                  23.5         57.7%     100%

ที่มา : Global Trade Atlas, Kresearch

สถานการณ์นำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยในปัจจุบัน
นอกจากไทยจะสร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกน้ำผักผลไม้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำ กว่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว ไทยยังมีการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยน้ำผักผลไม้ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามานั้น จะเป็นน้ำผักผลไม้ที่ไม่สามารถผลิตได้เอง หรือผลิตได้น้อย และจะอยู่ในรูปของน้ำผักผลไม้เข้มข้นเพื่อที่จะไปเจือจางเป็นน้ำผักผลไม้ พร้อมดื่ม หรือใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น

สำหรับการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีมูลค่า 28.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.3 (YoY) โดยสามารถแสดงตลาดนำเข้าน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ดังนี้

ตลาดนำเข้าน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2553

ประเทศ    ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ    %YoY      %สัดส่วน
โลก           28.9        51.3%        100%
สหรัฐฯ         9.7        47.0%       33.6%
อิสราเอล       5.5       129.2%       19.0%
จีน                2.8        86.7%        9.7%
ไต้หวัน         1.8        12.5%        6.2%
อิตาลี           1.4        40.0%        4.8%

ที่มา : Global Trade Atlas, Kresearch

หากพิจารณาการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยแยกรายประเภทนั้น พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าน้ำองุ่นมากที่สุด โดยมีมูลค่าการนำเข้า 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 176.9 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.9 ของมูลค่าการนำเข้าน้ำผักผลไม้ทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ชนิดอื่นๆ น้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ น้ำเกรปฟรุ้ต และน้ำแอปเปิ้ล ตามลำดับมูลค่าการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แยกรายประเภท

ประเภทน้ำผักผลไม้  ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ      %YoY     %สัดส่วน
น้ำองุ่น                 7.2         176.9%      24.9%
น้ำผักผลไม้ชนิดอื่นๆ        6.3          53.7%      21.8%
น้ำผักผลไม้ผสม           4.7          56.7%      16.3%
น้ำส้มชนิดออเร้นจ์         4.3           2.4%      14.9%
น้ำเกรปฟรุ้ต             3.4          41.7%      11.8%
น้ำแอปเปิ้ล              1.4          16.7%       4.8%
ที่มา : Global Trade Atlas, Kresearch

ข้อพึงระวัง ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำผักผลไม้ให้เหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมานั้น (ยกเว้นน้ำผักผลไม้อื่นๆ และน้ำผักผลไม้ผสมที่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 30) ส่งผลให้อาจมีการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากจีนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ดังนั้น ทางภาครัฐควรที่จะเข้ามาดูแล และให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกผักผลไม้ เช่น กำหนดมาตรการการนำเข้าน้ำผักผลไม้ รวมถึงการเข้มงวดในเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าที่จะนำเข้ามา เป็นต้น

นำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยจากอาเซียน…ยังคงมีมูลค่าไม่มากนัก
หากพิจารณาการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยจากประเทศอาเซียน พบว่า ยังมีมูลค่าการนำเข้าไม่มากนัก โดยจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าน้ำผักผลไม้จากอาเซียนมูลค่า 0.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3 (YoY) โดยตลาดนำเข้าหลักของไทย ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และประเภทของน้ำผักผลไม้ที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผักผลไม้อื่นๆ และน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วง ครึ่งแรกของปี 2553 ไทยยังคงเกินดุลการค้าในตลาดอาเซียนอยู่มาก ซึ่งมีมูลค่าเกินดุลถึง 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 58.7

บทสรุป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกจากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่ สำคัญของไทยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า อาเซียนนับเป็นตลาดที่น่าสนใจของไทย และมีแนวโน้มในการส่งออกน้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้น โดยจะเห็นได้จาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนมูลค่า 23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.7 (YoY) โดยสาเหตุที่ส่งออกน้ำผักผลไม้ไปอาเซียนเพิ่มขึ้นนอกจากสภาวะการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจแล้ว ผลจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ (ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา) ที่เริ่มทยอยปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนในการส่งออกน้ำผักผลไม้ลดลง ส่งผลให้ไทยมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังประเทศเหล่านี้มาก ขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรหันมาขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้เหล่านี้ในตลาดอาเซียนให้ มากขึ้น โดยประเภทของน้ำผักผลไม้ที่ควรขยายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน ได้แก่ น้ำผักผลไม้อื่นๆ น้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ และน้ำส้มชนิดอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อขยายตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทย และเป็นการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอีกด้วย

สำหรับการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยจากกลุ่มประเทศอาเซียนยังมีมูลค่าไม่มาก นัก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าน้ำผักผลไม้จากอาเซียนเพียง 0.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3 (YoY) ส่งผลให้ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้าในตลาดอาเซียนมูลค่า 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.7 (YoY) อย่างไรก็ตาม ไทยก็ยังมีข้อพึงระวังการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากประเทศอื่นๆ นอกอาเซียน โดยเฉพาะจีน ในเรื่องของผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ซึ่งในอนาคตอาจทำให้มีการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามา ในประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดุลการค้าในตลาดรวมทั้งหมดของไทยได้

ที่มา:ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: