การเปิดเสรีการค้า การบริการ และการลงทุน

การเปิดเสรีทางการค้าถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายประเทศรวมทั้งไทย นำมาใช้ เพื่อการขยายตลาด

สัปดาห์ที่แล้ว เครือธนาคารกสิกรไทยจัดสัมมนาระดมสมอง “ไขข้อข้องใจ AEC & FTA โอกาสหรือวิกฤติ”

โดยเชิญผู้บริหารธุรกิจ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ มาระดมความคิดกันว่า หากประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีให้เต็มที่ จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยจะนำข้อสรุปและความคิดเห็นเสนอต่อภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต่อไป

บทความในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดิฉันกล่าวเปิดสัมมนาค่ะ

การเปิดเสรีทางการค้าถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายประเทศรวมทั้งไทย นำมาใช้เพื่อการขยายตลาด หลังจากที่การเจรจาแบบพหุภาคี (หลายฝ่าย) ขององค์การการค้าโลกหรือ WTO รอบโดฮา ที่เริ่มเจรจาตั้งแต่ปี 2544 ประสบความล่าช้า  ประเทศต่างๆ ก็หันมาเจรจากันเองทั้งในกรอบภูมิภาค เช่น ในกรอบอาเซียน หรือ AFTA และในแบบทวิภาคี (สองฝ่าย) เช่น ไทย-ออสเตรเลีย  ไทย-จีน  ไทย- อินเดีย ฯลฯ และยังมีการเจรจาระดับภูมิภาค คืออาเซียนกับนอกกลุ่ม

ประเทศไทยเจรจาไปทั้งหมด 10 ความตกลงกับ 7 คู่เจรจา คือ อาเซียน (9 ประเทศ)  ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

ความตกลงนี้ก็คือสมาชิกต้องลดหรือยกเลิก ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี ระหว่างกัน ให้เหลือน้อยที่สุด ตามกำหนดเวลาในข้อตกลง โดยปัจจุบันได้ขยายจากภาคการค้า เป็นการบริการ และการลงทุนด้วย

แต่เนื่องจากการลดนี้ไม่ใช่การลดฝ่ายเดียว สินค้าของคู่ตกลงก็สามารถนำเข้ามายังประเทศไทยเราโดยไม่เสียภาษีได้ ดังนั้น การเปิดเสรีจึงเป็นทั้งโอกาส หากธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดได้ หรือกลายเป็นวิกฤติ หากธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถปรับตัวรับกับการแข่งขันจากนอกประเทศได้

ปี 2553 นี้ เป็นปีที่สำคัญ เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ต้องลดภาษีสินค้าปกติ ที่ครอบคลุมสินค้าเกือบทั้งหมด ลงเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา และกรอบ FTA อาเซียน-จีน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ก็ได้ปรับลดภาษีของสินค้าปกติ เหลือ 0%  โดยสินค้าปกติในกรอบนี้ ครอบคลุมสินค้าประมาณ 90%

นอกจากนั้น ความตกลง FTA ที่ไทยเข้าร่วมและมีผลบังคับใช้เพิ่มเติมในปีนี้คือ FTA อาเซียน- เกาหลีใต้ และอาเซียน- อินเดีย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2553  และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เริ่มมาตั้งแต่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งแม้ว่าเราจะมี FTA ในระดับทวิภาคีอยู่แล้ว แต่ความตกลงใหม่นี้ก็ทำให้เราสามารถใช้วัตถุดิบจากประเทศในอาเซียน เพื่อส่งออกไปยัง 3 ประเทศดังกล่าวได้ จากเดิมที่ต้องใช้วัตถุดิบในไทยเท่านั้น

ถัดจากนี้ก็จะเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) จะลดภาษีสินค้าปกติเหลือ 0% ในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า  และกับจีนซึ่งต่อไปจะเป็นการลดภาษีกลุ่มสินค้าอ่อนไหว

นอกจากนี้ยังมีความตกลงอีกหลายกรอบที่อยู่ระหว่างการเจรจา และรอผลบังคับใช้ เช่น กรอบ BIMSTEC ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย  และ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

ปีนี้ ไทยเรามีการส่งออกเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 34.4% ใน 5 เดือนแรก โดยมูลค่าการออกไปยัง 7 กลุ่ม/ประเทศที่มี FTA กับไทย คือ อาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 47.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สัดส่วนการส่งออกไปยัง 7 กลุ่ม/ประเทศที่มี FTA นี้ ยังเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จาก 50.7%ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมดในปี 2550 เพิ่มเป็น 52% ในปี 2551 และเพิ่มเป็น 54% ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมดในปี 2552 จึงนับว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางการค้ากับไทยอย่างยิ่ง

แต่การใช้สิทธิส่งออกภายใต้ความตกลง FTA โดยการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าของไทย ยังมีสัดส่วนไม่สูงนัก คาดว่าในปี  2552 ที่ผ่านมา มีการใช้สิทธิประมาณ 30% ของการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า FTA เท่านั้น จึงต้องมีการส่งเสริมให้ใช้สิทธิและมีการขจัดปัญหาและอุปสรรคของการใช้สิทธิ ต่อไป

ประเด็นที่ท้าทายภาคธุรกิจของไทยท่ามกลางการเปิดเสรี FTA คือ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ (Non-Tariff Barriers: NTB) ที่ประเทศคู่ค้านำมาใช้เพื่อสกัดกั้นการนำเข้า เพื่อปกป้องตลาดภายใน ซึ่งมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ มาตรการด้านเทคนิค มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์

นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน  พัฒนาศักยภาพและความเพียงพอของแรงงาน  รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐและภาคธุรกิจน่าจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้สอดคล้องไปในทิศทาง เดียวกัน

ผู้ประกอบการหลายรายมองว่า ในวันนี้เราอาจจะส่งออกได้มาก เติบโตสูง แต่หากเราหยุดพัฒนา หยุดปรับปรุง หากเราไม่แก้ไขปัญหาและอุปสรรคหลายประเด็นของภาครัฐ ความภูมิใจนี้อาจกลายเป็นเพียงอดีตอันสวยงามให้เราได้หันกลับมามองในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพราะอนาคตจะไม่สดใสเท่าเดิม การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น และอัตราการพัฒนาของเราช้ากว่าที่ควรจะเป็นค่ะ

โดย : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: