อย่าห่วง Gen Y จนลืม Baby boomers

ประเด็นเรื่องพนักงานที่มีอายุตั้งแต่ 44 ปีขึ้นไป จะทยอยกันเกษียณอายุออกไปจนหมดองค์กรในเวลา 15 ปีข้างหน้านี้ เป็นประเด็นที่ผู้บริหารและ HR ค่อนข้างจะวิตกอยู่ …

เพราะว่าคนในวัยที่มีอายุ 44-60 ปีนี่แหละ คือ ผู้ที่กุมตำแหน่งบริหารระดับสูงเสียเป็นส่วนใหญ่

ผู้ที่อยู่วัยนี้ได้รับการเรียกขานโดยทั่วไปว่า เป็นพวก Baby boomers ซึ่งคำศัพท์ Baby boomers นี้ มีรากฐานทางประวัติศาสตร์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ โดยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งสิ้นสุดลงนั้น ปรากฏว่ามีชายฉกรรจ์ที่ไปร่วมรบในสงครามเสียชีวิตลงเป็นอันมาก รัฐบาลจึงค่อนข้างจะส่งเสริมให้มีจำนวนประชากรมากขึ้น ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ประกาศนโยบาย “สร้างชาติ” ดังนั้นพอหลังสงครามจึงมีจำนวนเด็กทารกเกิดขึ้นมากมาย เป็นที่มาของคำว่า “Baby boomers” นั่นเอง

ตามสถิติทั่วโลกนั้น พบว่าคนวัย Baby boomers ครองสัดส่วนมากที่สุดในตลาดแรงงาน โดยในจำนวนพนักงาน 100 คน จะเป็นพวก Baby boomers ประมาณ 4,060% นอกนั้นจะเป็นพวก Generation X สักประมาณ 30% และ Generation Y อีก 1,020% ในปีพอศอนี้

ส่วนเหตุที่มีจำนวน Gen Y น้อยก็เพราะว่า พวก Gen Y ยังอยู่ในวัยศึกษาอีกหลายล้านคนค่ะ และถึงแม้ว่าจะมีพนักงานวัย Gen Y อยู่ในตลาดแรงงานเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่ แต่บรรดาผู้บริหารและชาว HR ก็รู้สึกตื่นตัวและกังวลกับการจัดเตรียมกลยุทธ์เพื่อจูงใจและรักษาพนักงาน Gen Y ให้อยู่กับองค์กรนานๆ ผู้บริหารและชาว HR ที่เป็นพวก Baby boomers และ Gen X ล้วนตระหนักดีว่า เด็กชาว Gen Y นั้นได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาแตกต่างจากพวกเขา ดังนั้นค่านิยมและความชอบ รวมถึงความคาดหวังจากองค์กรของ Gen Y จึงต้องแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย เราจึงได้เห็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ออกมาวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ และนำเสนอแนวทางการบริหาร Gen Y เป็นการใหญ่ ทั้งนี้มีบทความเรื่อง Gen Y ออกมามากมาย มากเสียจนทำให้ Baby boomers ดูจะหมดความสำคัญ กลายเป็นพนักงานวัยดึกที่ใกล้หมดสภาพ…โฮ!

อย่าลืมสิคะว่า Baby boomers อีกหลายล้านคนมีอายุแค่ 40 กว่าๆ จึงยังเหลือเวลาทำงานอีกถึง 15 ปี 15 ปีนี่ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ Baby boomers จะอยู่ในตำแหน่งงานที่สูงแล้วทั้งนั้น อย่างน้อยก็เป็นพวกผู้บริหารระดับกลางขึ้นไปแล้ว พวกเขายังสามารถสร้างผลงานได้อีกมาก และนอกจากจะสร้างผลงานในส่วนของตนได้แล้ว พวกเขายังมีวิทยายุทธ์ที่สมควรจะถ่ายทอดให้ Gen X และ Gen Y ได้อีกด้วย ดังนั้นเราจะมองข้ามความสำคัญของ Baby boomers ไม่ได้หรอกค่ะ และด้วยเหตุที่ว่า Baby boomers ยังมีเวลาทำงานให้องค์กรอีกกว่า 10 ปี เราจึงไม่ควรดูดายปล่อยปละละเลยในการพัฒนาและดูแลชาว Baby boomers ซึ่งถ้าเราต้องการดูแล Baby boomers อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็ต้องเข้าใจว่าจุดอ่อนหรือจุดด้อยของ Baby boomers คืออะไร เราจะได้พัฒนาพวกเขาได้ถูกประเด็น

บริษัทที่ปรึกษา Age Lessons ในสหรัฐอเมริกาได้ทำการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับพนักงานวัย 50 ปีขึ้นไป (Baby boomers รุ่นดึกหน่อย) ว่าพวกเขามีความรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องทำงานร่วมกับพนักงานรุ่น Gen X และ Gen Y

Laurel Kennedy ประธานบริษัท Age Lessons กล่าวว่า “พวกพนักงานอาวุโสเชื่อว่าผู้ร่วมงานวัยเยาว์กว่าละทิ้งพวกเขาจากเครือข่าย การสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการที่สำคัญ และกันพวกเขาออกจากการได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทางธุรกิจและ การเมืองที่สำคัญ” กล่าวคือ เวลาพวก Gen X และ Gen Y มีนัดพบนอกสถานที่เพื่อพูดคุยเรื่องการงานหรือเรื่องประเด็นทางธุรกิจที่ สำคัญๆ พวก Baby boomers จะไม่ได้รับเชิญให้ไปแจมกับพวกเขาด้วย และยิ่งถ้าเป็นการสื่อสารทางอีเมลด้วยละก็ พวก Baby boomers แทบจะไม่ได้รับข่าวสารใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ Baby boomers ตกข่าวไม่ทันเหตุการณ์ และยิ่งพวก Baby boomers ตกข่าว ก็ยิ่งทำให้พวกเขาดูแก่ลงและล้าสมัยในสายตาของ Gen X และ Gen Y มากขึ้น ดังนั้นช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานจึงกว้างขึ้นทุกทีๆ และนี่คือหนึ่งในข้อสังเกตของช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบัน

ผู้เขียนจะขอสรุปถึงจุดอ่อนและข้อกังวลโดยทั่วไปของ Baby boomers ดังต่อไปนี้

1.เป็นคนทำงานหนัก ออกแนวบ้างานจนอาจละเลยในการดูแลสุขภาพและครอบครัว และคาดหวังว่าคนรุ่น Gen X และ Gen Y ต้องเป็นเช่นตน

2.ยึดมั่นกับค่านิยมในรุ่นของตนที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง ออกแนวซีเรียสไม่ถนัดทำอะไรชิล…ชิล แบบ Gen Y แถมเห็นใครทำท่า ชิล…ชิล ยังจะออกอาการหมั่นไส้เสียด้วย Baby boomers ค่อนข้างจะมีความจงรักภักดีกับองค์กร และมักจะทำงานอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งนานๆ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ชอบเปลี่ยนงาน

3.อาจไม่สามารถปรับตนเองให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร คน Baby boomers ถนัดการสื่อสารแบบต้องเห็นหน้าเห็นตากัน (Face–to–face communication) มากกว่าการใช้อีเมล การส่ง sms การฟังเพลงและดูหนังจาก ipod

ลักษณะ 3 ประการข้างต้นจะมีผลทำให้ Baby boomers อาจตกข่าวตกข้อมูลที่คนรุ่นใหม่สื่อสารถึงกันโดยผ่านเทคโนโลยีและช่องทางแบบ ใหม่ การปิดกั้นตนเองไม่ยอมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ Baby boomers ล้าหลังในเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ ดังนั้น HR จึงต้องจัดโปรแกรมพัฒนาฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ Baby boomers

นอกจากการพัฒนาความรู้และทักษะเรื่องการใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือ อุปกรณ์สมัยใหม่อื่นๆ แล้ว ก็ควรจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานต่างวัย กิจกรรมที่ว่านี้ไม่ใช่แค่เพียงการจัดปาร์ตี้ รับประทานข้าว เท่านั้น แต่ HR ต้องเข้าใจว่าการที่คนต่างวัยจะทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าอกเข้าใจนั้น บางครั้งก็ต้องมีการฝึกอบรมเตรียมทัศนคติเหมือนกัน กล่าวคือ พนักงานทั้งวัยอาวุโสและวัยเอ๊าะควรได้รับปฐมนิเทศหรือเข้าร่วมสัมมนาเสริม ความรู้ความเข้าใจ ว่าคนแต่ละวัยนั้นจะมีปูมหลังด้านการศึกษา การเลี้ยงดู วัฒนธรรมและค่านิยมเป็นอย่างไร และพวกเขามีสไตล์ในการใช้ชีวิต การสื่อสาร การเข้าสังคม การพักผ่อน ฯลฯ อย่างไรทุกๆ ฝ่ายจะได้เข้าใจว่าพนักงานแต่ละกลุ่มวัยมีลักษณะแบบไหน จะได้ปรับตัวหากันได้ถูกต้อง

ส่วนการจัดกิจกรรมประเภทปาร์ตี้นอกสถานที่นั้น ก็ควรกระทำเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันของพนักงานทุกวัย ทำให้แต่ละกลุ่มเรียนรู้ถึงทัศนคติซึ่งกันและกัน และการใช้ชีวิตร่วมกันในที่ทำงาน ทั้งนี้ ชาว Baby boomers ควรพยายามกระชากวัยตนเองโดยการหัดสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต มือถือ มากขึ้น เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับแนวทางพัฒนาอาชีพของตนเองด้วย และทำให้ชาว Gen X และ Gen Y เห็นว่า คุณนั้นสามารถ “เข้ากลุ่ม” กับพวกเขาได้ ในขณะเดียวกันชาว Gen X และ Gen Y ก็ควรสังสรรค์กับพวกรุ่นพี่เพื่อเรียนรู้ชั้นเชิงกลยุทธ์ในการทำงานจาก ประสบการณ์อันล้ำค่าของพวกเขา

ถ้อยทีถ้อยอาศัยเรียนรู้ซึ่งกันและกันแบบนี้ องค์กรจะได้ประโยชน์

ที่มา โพสทูเดย์
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: