สร้างทีมเสือยามเศรษฐกิจถดถอย (ตอนที่ 1)

ยิ่งใน 2-3 ปี หลังมานี่ ที่ราคาน้ำมันขึ้นโครมๆ สลับกับรายงานข่าวการก่อการร้ายและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ล้วนช่วยกันกระหน่ำซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของโลกย่ำแย่ถดถอยกันเป็นแถว แต่ถึงแม้เศรษฐกิจจะถดถอย ค่าครองชีพแพงเช่นนี้ ผู้บริหารใจเพชรทั้งหลายก็ต้องกัดฟันสู้ ทั้งนี้อาศัยพลังของ CEO คนเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะรักษาองค์กรให้อยู่รอดปลอดภัย ดังนั้น CEO ต้องสรรหาวิธีที่จะปลุกใจทีมพนักงานทั้งหมดขององค์กรให้ช่วยกันคนละไม้ละมือ พยุงและผลักดันองค์กรให้สร้างผลงานเพื่อความอยู่รอดของทุกคนให้จงได้

นอกจากนี้ หากว่าบริหารอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ทีมงานของท่านยังจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าและมีผลกำไรเกินคาด เสียอีก เพราะจากประสบการณ์ของ CEO ระดับโลกหลายคน เช่น แจ็ค เวลช์ สตีฟ จอบส์ บิลล์ เกตส์ ล้วนเคยกล่าวว่า ภายใต้ความกดดัน (Pressure) ที่เหมาะสม พนักงานจะสร้างผลงานได้มากขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ว่าผู้บริหารจะสามารถเปลี่ยนวิกฤต หรือสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

ปัจจัยในการเตรียมสร้างทีมเสือ

ก่อนที่เราจะพูดคุยกันในรายละเอียดว่าจะสร้างทีมงานที่มีพลังกายพลัง ใจพร้อมสร้างผลงานยอดเยี่ยมได้อย่างไรนั้น ทีมงานผู้บริหารจะต้องมีการเตรียมปัจจัยต่างๆ ไว้ให้พร้อมเสียก่อนจะเริ่มโครงการสร้างทีมเสือ เพื่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ลินด์เซย์ เบลคลีย์ ได้แนะนำไว้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่ต้องเตรียมเอาไว้ก่อนเริ่มโครงการคือ

1. เงินสด (Cash) ฟังข้อแรกแล้วอย่าเพิ่งถอย เงินที่ว่านี้ต้องกันไว้เพื่อจ่ายเป็นรางวัลสำหรับพนักงานที่มีผลงานยอด เยี่ยมจำนวนหนึ่งขององค์กร ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้ว จำนวนของพนักงานระดับ Top Performer นี้ มักมีจำนวนประมาณ 10–20% ขององค์กร

2. ความใส่ใจ (Attention) ที่สม่ำเสมอ หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารยามเศรษฐกิจถดถอย คือ ต้องให้กำลังใจพนักงาน ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีทำให้ทุกคนมีจิตอารมณ์ดี ห่างจากความหดหู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานต้องอาศัยผู้นำที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (EQ) ที่มั่นคงเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อ เสมอต้นเสมอปลาย จึงจะทำให้พนักงานทุกคนมีขวัญกำลังใจดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายตามไปด้วย

3. มีการพูดคุยหรือประชุมแบบไม่เป็นทางการ (Informal Meetings) บ่อยๆ ยามเศรษฐกิจฝืดเคือง การบริหารให้ได้ผลงานโดยมีทรัพยากรจำกัดต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์มาก จึงต้องเปิดโอกาสและสร้างช่องทางให้พนักงานได้ช่วยกันแสดงข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลและสอบถามข้อข้องใจกันบ่อยๆ ทั้งนี้ควรทำให้การพบปะพูดคุยระหว่างผู้บริหารและพนักงานกลายเป็นกิจวัตรที่ เป็นประจำวันได้ยิ่งดี ทุกคนจะได้รู้สึกว่าสามารถสื่อสารกันได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย การสื่อสารกันบ่อยๆ ทำให้ลดข้อข้องใจและความผิดพลาดสับสนต่างๆ ได้ทันท่วงที และยังได้แลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ กันด้วย

4. ความโปร่งใส (Transparency) ในเรื่องนี้ผู้บริหารระดับกลางจะมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารระดับสูง ผู้วางนโยบายกับพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยผู้บริหารระดับกลางพึงทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายโดยทันท่วงที และไม่ขาดตกบกพร่อง รักษาความจงรักภักดีและขวัญกำลังใจของพนักงานผู้น้อย โดยปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความยุติธรรมโปร่งใส สนับสนุนทรัพยากรและความช่วยเหลือต่างๆ ที่พวกเขาต้องการ รวมถึงให้คำวิจารณ์แนะนำในการปรับปรุงผลงานของพวกเขาเป็นระยะๆ เพื่อให้พนักงานสามารถสร้างผลงานตามมาตรฐานและบรรลุเป้าหมายขององค์กรตามแผน งาน ทั้งนี้การเล่นพรรคเล่นพวก การมีอคติเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งสร้างผล งานในระดับสูง (High–Performance Organization)
เมื่อได้เตรียมตัวเตรียม ใจและเตรียมทรัพยากรต่างๆ เพื่อสร้างทีมเสือแล้ว ในลำดับต่อไป คือ ขั้นตอนการฟอร์มทีมเสือซึ่งมีอยู่ 4 ขั้นตอนหลักด้วยกัน

ขั้นตอนที่ 1 : แสดงท่าทีชัดเจนเรื่องสถานการณ์ของบริษัท

ผู้บริหารหลายองค์กรมักหลีกเลี่ยงที่จะแจ้งสถานการณ์ที่แท้จริงให้ พนักงานทราบ เพราะเกรงว่าพนักงานจะเสียขวัญเมื่อรู้ความจริง นอกจากนี้ยังต้องการรักษาภาพพจน์และเครดิตของบริษัทให้นานที่สุดเท่าที่จะ เป็นได้ เหตุผลเพื่อรักษาภาพพจน์นี้ก็พอจะเข้าใจอยู่ แต่ถ้าจะต้องชั่งข้อดีข้อเสียระหว่างการสงวนท่าทีกับการแสดงท่าทีที่ชัดเจน แล้ว คิดว่าการตัดสินใจแสดงท่าทีชัดเจนออกมาน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่า ทั้งนี้พนักงานพึงทราบว่าบริษัทกำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เช่น ลูกค้าตัดงบใช้จ่ายจึงมีผลทำให้ยอดขายของบริษัทต่ำลง ราคาหุ้นของบริษัทกำลังดิ่งเหวเพราะการลงทุนที่ผิดพลาด การเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ทำให้บริษัทประสบปัญหา เพราะรัฐบาลใหม่ไม่มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่บริษัทกำลังลงทุนอยู่ ฯลฯ เป็นต้น

เชื่อเถิดว่าแม้ผู้บริหารจะปิดข้อมูลไม่ยอมบอกกล่าวพนักงาน พนักงานเขาก็มีหูมีตารู้เห็นอยู่ดีว่ายอดขายของบริษัทตก หุ้นบริษัทกำลังร่วง และนอกจากมีหูมีตาแล้ว พวกเขายังมีปากที่จะซุบซิบกันอีกด้วย หากเขาเห็นว่าสถานการณ์บริษัทกำลังย่ำแย่ แต่ทำไมผู้บริหารยังทำหน้าชื่นปากแข็งว่า “ไม่เป็นไรๆ บริษัทยังไปได้ดีอยู่” พนักงานเขาไม่ได้หูหนวกตาบอดหรอกนะคะ!

ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่พนักงานว่าบริษัทกำลังเผชิญปัญหาอะไร บ้าง มีแนวทางแก้ไขปัญหาอะไร และต้องการให้พนักงานช่วยทำอะไรบ้าง หากพนักงานคนใดใจเสาะอยากสละเรือก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะ เพราะถึงท่านจะทำเป็นแทงกั๊กไม่เปิดเผยความจริง พวกเขาก็คงจะรู้ความจริงในเวลาไม่ช้าไม่นาน แล้วเขาก็คงออกจากบริษัทอยู่ดี สู้แสดงท่าทีให้ชัดเจนฟันธงไปเลย จะได้รู้กันว่าพนักงานคนใดจะอยู่ คนใดจะไป เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะจัดการบริหารคนที่อยู่อย่างไรต่อไปดี

กลเม็ดรักษาคนเก่ง

จริงอยู่ที่เวลาบริษัทกำลังมีอาการน่าเป็นห่วง พนักงานคนเก่งหัวไวมักจะชิงลาออกกันเสียก่อน เหลือแต่คนไม่มีทางไปยังยึดบริษัทอยู่อย่างเหนียวแน่น ผู้เขียนมีข้อแนะนำว่าผู้บริหารและทีมงาน HR ที่ดีของทุกองค์กรควรมีระบบประเมินผลงานและศักยภาพของพนักงานที่มี ประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้มีข้อมูลที่เชื่อถือได้อยู่ตลอดเวลา ว่าพนักงานคนใดขององค์กรที่มีความสามารถที่พึงจะต้องรักษาไว้ ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์วิกฤตมากระทบสถานภาพความมั่นคงของบริษัทจะได้รู้ว่า จะต้องทำการพูดจาตกลงต่อรองกับบรรดา “คีย์แมน” เหล่านี้แต่เนิ่นๆ เพราะเงินที่สำรองกันเอาไว้ก็เพื่อจ่ายให้คนพวกนี้แหละ นอกจากนี้การพูดจาทำความเข้าใจกับคนเก่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยสร้างสัมพันธภาพและพันธะทางใจที่จะผูกพันให้พวกเขาจะยังคงอยู่ช่วย กู้บริษัทได้

ขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: