วิเคราะห์ผลได้ & ผลเสียจากคลังเตรียมปรับโครงสร้างระบบโครงสร้างภาษี

(ปรับขึ้น VAT แต่ลด CIT/PIT หรือ คง VAT ลด CIT/PIT ลด BOI หรือ ยกเลิก BOI แต่คง VAT)

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดการปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีของกระทรวงการคลังได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น ประเด็นหารือและพิจารณาการวางแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมอยู่เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเจตนารมย์ที่สำคัญของการดำเนินการ คงจะเป็นความพยายามของทางการในการจัดระบบโครงสร้างภาษีให้เกิดประสิทธิภาพ สูงสุดและสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างความโปร่งใส-เป็นธรรมให้กับทุก ภาคส่วน
ในขณะเดียวกัน ระบบโครงสร้างภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็น่าจะเป็นผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาล โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่รายได้ภาษีบางรายการ อาทิ ภาษีศุลกากร มีแนวโน้มลดบทบาทลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากข้อตกลงในการลดพิกัดอัตราภาษีการค้าระหว่างประเทศ ตามการเปิดเสรีการค้า-การลงทุนกับประเทศต่างๆ และแผนการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปี 2558 ตลอดจนภายใต้ภาวะที่รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายผูกพันหรืองบประจำที่มีแนวโน้มเพิ่ม ขึ้นทุกปีๆ เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคม รวมทั้งยังมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุน มูลค่าสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอีกด้วย 

การปรับระบบโครงสร้างภาษี เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
รายรับที่มีแนวโน้มลดลง ภาษีศุลกากร ตามแผนการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558
ภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อสนับสนุนความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ
รายรับที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาษีฐานรายได้ อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก
ภาษีสรรพสามิต อาทิ ภาษีที่ทำลายสุขภาพ (ภาษีบาป) ภาษีสิ่งแวดล้อม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
โครงการไทยเข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
นโยบายประชาวิวัฒน์ เสริมสร้างสวัสดิการด้านสังคมให้ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ด้อยโอกาส
กองทุนการออมแห่งชาติ แผนรับมือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
จากเหตุผลข้างต้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการริเริ่มแผนปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีของกระทรวงการ คลัง ซึ่งในเบื้องต้น ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าแนวทางการดำเนินการจะเป็นเช่นไร เนื่องจากอยู่ระหว่างการวางแผนและประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ของ 3 กรมภาษีหลัก คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ก่อนที่จะมีการนำเสนอให้กระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
แม้จะยังขาดข้อสรุปที่ชัดเจน แต่จากเอกสารรายงานการประชุมผู้บริหารของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 คงสรุปแนวทางโดยสังเขปในประเด็นที่เกี่ยวกับระบบภาษีหลักๆ ว่าทางการมีแผนจะดำเนินการ ดังนี้

  • การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับรายได้ สร้างโอกาสและการเข้าถึงโอกาส และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • การเพิ่มภาษีในสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ภาษีสุรา และภาษียาสูบ รวมทั้งการหาแหล่งรายได้ใหม่จากการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น ยาฆ่าแมลง และโทรศัพท์มือถือ) ภาษีโทรคมนาคม และภาษีสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ยกเลิกภาษีในสินค้าที่ไม่มีความคุ้มค่าต่อการจัดเก็บ อาทิ ภาษีเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ภาษีพรม และภาษีแก้วเลดคริสตัล
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยี (IT) ของทั้ง 3 กรมภาษี
  • อย่างไรก็ดี ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ก็คือ การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากน่าจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้าง จึงขอสรุปลักษณะและการวิเคราะห์ผลของการปรับเปลี่ยนภาษีดังกล่าว ดังนี้ ลักษณะของแต่ละประเภทภาษี

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) เป็นภาษีฐานรายได้ที่จัดเก็บอัตราภาษีแบบก้าวหน้า หรืออัตราภาษีเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาภาระภาษี และพัฒนาตลาดทุน ทางการได้มีการออกกฎหมายกำหนดให้สามารถหักค่าลดหย่อนได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การยกเว้นภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ 150,000 บาทแรก การลดหย่อนส่วนตัว-คู่สมรส-บุตร ค่าลดหย่อนเงินบริจาค-ท่องเที่ยว ค่าลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม และดอกเบี้ยกู้บ้าน ตลอดจนค่าลดหย่อนสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ประกันชีวิต และเงินซื้อบ้านใหม่ โดยเมื่อได้ยอดเงินได้สุทธิแล้ว นำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษี ดังนี้

     

    เงินได้สุทธิ ช่วงเงินได้สุทธิ
    แต่ละขั้น
    อัตราภาษี
    ร้อยละ
    ภาษีแต่ละขั้น
    เงินได้สุทธิ
    ภาษีสะสม
    สูงสุดของขั้น
    1 – 150,000 150,000 ยกเว้น - -
    150,001 – 500,000 350,000 10 35,000 35,000
    500,001 – 1,000,000 500,000 20 100,000 135,000
    1,000,001 – 4,000,000 3,000,000 30 900,000 1,035,000
    4,000,001 บาทขึ้นไป 37

    หมายเหตุ: การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาท มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป (พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551) โดยเงินได้สุทธิ คำนวณจากเงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
    ที่มา: กรมสรรพากร
    ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) เป็นภาษีฐานรายได้ที่โดยทั่วไปจัดเก็บจากกำไรสุทธิของผู้ประกอบการในอัตรา ภาษีร้อยละ 30 แต่ก็มีการลดหย่อนอัตราภาษีเป็นร้อยละ 20-25 สำหรับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) และตลาด MAI รวมทั้งมีการยกเว้นภาษีบางส่วนให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3-8 ปี ตามเงื่อนไขและพื้นที่โครงการลงทุนของบริษัทเหล่านั้นเป็นหลัก

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Tax: VAT) เป็นภาษีฐานการใช้จ่ายที่จัดเก็บในอัตราเดียว โดยเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535 และมีเพดานอัตราภาษีตามกฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการจึงมีการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 เรื่อยมาตั้งแต่ 1 เมษายน 2542 จนถึงปัจจุบันที่การลดอัตราภาษีจะมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2555

     

    เปรียบเทียบอัตราภาษี PIT CIT และ VAT ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ประเทศ PIT CIT VAT
    ไทย 0-37% 30% 7%
    สิงคโปร์ 3.5-20% 17% 7%
    เวียดนาม 5-35% 25% 10%
    อินโดนีเซีย 5-30% 28% 10%
    ฟิลิปปินส์ 5-32% 30% 12%
    จีน 5-45% 25% 17%

    ที่มา: http://www.worldwide-tax.com

    ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่แล้ว พบว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่ สูงกว่า แต่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ถือว่าต่ำกว่าพอสมควร วิเคราะห์การปรับภาษี ระหว่าง 3 ทางเลือก
    1) ปรับขึ้น VAT แต่ลด CIT/PIT
    2) คง VAT ลด CIT/PIT และลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI
    3) ยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI แต่ไม่ขึ้น VAT

    จากสถิติรายได้รัฐบาลล่าสุดในปี 2553 พบว่า ในบรรดาภาษี 3 รายการ คือ VAT CIT และ PIT การจัดเก็บรายได้ของ CIT ครองสัดส่วนสูงสุดที่ประมาณร้อยละ 36 จากรายได้ทั้งหมดของกรมสรรพากร ตามมาด้วย VAT (สุทธิหลังการคืนภาษี) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 26 และ PIT มีสัดส่วนราวร้อยละ 17 ในขณะที่ จากผลการศึกษาของทางการ การปรับขึ้นอัตราภาษี VAT ร้อยละ 1 อาจจะทำให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านบาท1 ซึ่งเป็นนัยว่า ผู้บริโภคจะมีค่าใช้จ่ายจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวเพิ่มขึ้นในจำนวน เดียวกัน ส่วนข้อเสนอการปรับลด CIT/PIT น่าจะเป็นผลดีในการช่วยลดค่าใช้จ่ายภาษีให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI นั้น ในเบื้องต้น การลดหรือการยกเลิกสิทธิประโยชน์ คงจะมีผลให้ผู้ประกอบการในหมวดอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีเพิ่มขึ้น แต่ขนาดผลกระทบคงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ในแต่ละรายธุรกิจเป็นสำคัญ
    ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้ ก็คือ การคง VAT ไว้ที่อัตราร้อยละ 7 ต่อไปจนถึงเดือนกันยายน 2555 เป็นอย่างน้อย และหลังจากนั้น การพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษี คงจะขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับการปรับเพิ่มอัตราภาษีมากน้อยเพียง ใด แต่คงต้องยอมรับว่าประเด็นนี้ค่อนข้างมีความอ่อนไหวต่อคะแนนนิยมของทุก รัฐบาลพอสมควร จึงทำให้การผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อาจทำได้ไม่ง่ายนัก
    สำหรับภาษี PIT นั้น คาดว่า ในระยะแรกๆ ของการปฏิรูป แนวทางน่าจะออกมาในลักษณะของการเน้นขยายฐานภาษี รวมถึงการปรับเปลี่ยนเกณฑ์เกี่ยวกับค่าลดหย่อนในบางรายการ โดยอาจพิจารณาจำกัดการให้ค่าลดหย่อนในรายการที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม มากขึ้น และเน้นเพิ่มการให้ค่าลดหย่อนในรายการที่เกี่ยวพันกับค่าครองชีพพื้นฐานหรือ เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาโครงการประชากรในอนาคต ขณะที่การปรับลดอัตราภาษีลง น่าจะเป็นแนวทางอันดับท้ายสุดที่จะเกิดขึ้น
    ขณะที่ มองว่าการปรับลดอัตราภาษี CIT มีโอกาสเกิดขึ้น แม้จะไม่เร็วและน่าจะเป็นไปในลักษณะที่ทยอยลดอัตรา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจเอกชน ควบคู่กับการขยายฐานภาษี ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการบันทึกบัญชีของผู้ประกอบการให้มีความเป็น มาตรฐานและตรวจสอบได้มากขึ้น สำหรับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI นั้น แนวทางน่าจะเกิดขึ้นในลักษณะของการปรับเกณฑ์เงื่อนไขให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศเป็นหลัก และคงจะไม่ถึงกับยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ไปทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่าการให้สิทธิประโยชน์ ก็มีความสำคัญในแง่ของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเด็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (นอกเหนือไปจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และโอกาสสร้างผลตอบแทน) ให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ทางการต้องการจะส่งเสริม
    โดยสรุป หากแผนการดำเนินงานของทางการเป็นไปตามแนวทางข้างต้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ชำระภาษี PIT อาจจะไม่ได้รับประโยชน์มากนักจนกว่าจะมีการปรับลดอัตราภาษีลง ในขณะที่ ผู้ประกอบการที่ชำระภาษี CIT น่าที่จะมีแนวโน้มเสียค่าใช้จ่ายภาษีด้วยอัตราที่ลดลง แม้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนักก็ตาม

    1อ้างอิง จากบทความจากงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง ความท้าทายของนโยบายการคลัง: สู่ความยั่งยืนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว

    แหล่งที่มาข้อมูล
    - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
    - กรมสรรพากร
    - บทความจากงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง ความท้าทายของนโยบายการคลัง: สู่ความยั่งยืนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว โดย สุรจิต ลักษณะสุต พิสิทธิ์ พัวพันธ์ จารุพรรณ วานิชธนันกูล คธาฤทธิ์ สิทธิกูล อุทุมพร จิตสุทธิภากร และจงกล คำไล้
    - http://www.worldwide-tax.com

    About these ads

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s

    ติดตาม

    Get every new post delivered to your Inbox.

    %d bloggers like this: